
Monday, July 30, 2007
บิดันดารีของฉัน

Wednesday, May 02, 2007
Tuesday, May 01, 2007
สุขเหนือความใฝ่ฝัน

บันทึก ณ ห้องแคบ ริมภูเขาสูง
ในช่วงเย็นย่ำสนธยา ผมกลับบ้าน ซึ่งแน่นอนว่าเย็นนี้จะไม่เหมือนกับทุกเย็นที่ผ่านมา จากที่ผมใช้ชีวิตร่วมกับพ่อแม่
วันนี้ผมรู้สึกเหนื่อย ล้า และเพลียเป็นอย่างมาก กับภารกิจที่ต้องรับผิดชอบในแต่ละวัน ประกอบกับความยุ่งเหยิงของสังคม และความพลุกพล่านของผู้คน
แต่ในอีกไม่กี่นาทีข้างหน้านี้ ชีวิตผมจะมีความสุข เป็นความสุขที่อยู่เหนือจินตนาการ เป็นความฝัน ที่เป็นจริงได้เสมอ
จะเป็นความฝันอะไรอีกเล่าสำหรับชีวิตผม หากมิใช่กลับไปพบเธอ ผู้เป็นอิสตรี และได้กอดลูกที่ซอและห์ ที่เติบโตภายใต้การอุ้มชูของเธอ
ย่างก้าวแรกในบ้านที่เริ่มต้นการพบกันด้วยสลามและดุอาอต่อกัน ด้วยเราะห์มัตและเมตตาจากอัลเลาะห์ ผมเห็นหน้าเธอเปี่ยมด้วยรอยยิ้ม อิสตรีผู้รัดรึงในใจผม เธอทำให้ผมหมดสิ้นลงสำหรับความเหนื่อยยากทั้งมวล เธอเป็นนิอมัตจากอัลเลาะห์ที่ผมมิอาจจะปฎิเสธิใด ๆ ได้
เวลา 2 ทุ่ม ผมเห็นลูกๆ นั่งอย่างพร้อมเพรียงในห้องเล็กๆ พร้อมกับเสียงหยอกล้อในระหว่างกัน ในห้องที่เธอได้จัดเตรียมไว้เพื่อการละหมาดโดยเฉพาะ ลูกๆ รอผมเพื่อนำการละหมาดอีซา ในขณะที่ในครัว ผมเห็นเธอยังคงขะมักเขม้นเตรียมอาหาร โดยไม่มีทีท่าของความเหน็ดเหนื่อยเลย เธอจึงเป็นนิอมัตจากอัลเลาะห์ที่ผมมิอาจจะปฎิเสธิใด ๆ ได้
เวลา 3 ทุ่ม ลูกๆ ทุกคนหลับสนิท แต่เธอยังคงเคียงคู่กับผม และบอกเล่าถึงภารกิจประจำวันที่เธอต้องรับผิดชอบ ในการอบรมและขัดเกลาจิตใจลูก ๆ ดูแลเรื่องการเงิน ผมรู้ถึงความเหนื่อยยากของเธอ ในการดูแลบ้าน จัดเตรียมอาหาร ส่งลูกไปโรงเรียน ซักล้างเสื้อผ้าและภาชนะ ฯลฯ ผมได้ประจักษ์ถึงความเหนื่อยยากของเธอ แต่เธอก็อดทนและยิ้มได้เสมอ เธอเป็นนิอมัตจากอัลเลาะห์ที่ผมมิอาจจะปฎิเสธิใด ๆ ได้
อิสตรีของฉัน นาซีฮัตเก่าๆ ในช่วงที่เราเพิ่งได้รู้จักกัน เราบอกถึงกันเสมอว่า “ชีวิตนี้คือการต่อสู้” เราก็ได้เห็นกันเป็นประจำเลยไช่ไหม ทั้งหญิงชราและเด็กเล็ก ๆ ที่กำลังตะกุยตะกายหาเศษสิ่งของในกองขยะ หวังเพียงให้ได้เศษเงินแลกกับเศษอาหารให้ได้รองท้อง แต่ชีวิตเราสองคนยังคงมีกินและมีใช้อยู่ นี่จึงเป็นนิอมัตจากอัลเลาะห์ที่เรามิอาจจะปฎิเสธิใด ๆ ได้
อิสตรีของฉัน นี้แหละเส้นทางเดินของชีวิตมนุษย์ ถึงจะทุกข์ยากและเหนื่อยล้าเพียงใด เราก็ต้องสู้กันอีกต่อไป อายุมากขึ้น เธอก็ต้องเหนื่อยขึ้น แต่เธอก็ยิ้มได้เสมอ เธอจึงเป็นนิอมัตจากอัลเลาะห์ที่ผมมิอาจจะปฎิเสธิใด ๆ ได้
อิสตรีของฉัน ย่างเข้าเดือนใหม่ในวันนี้ อายุเราเพิ่มขึ้น ลูกก็โตขึ้น ภาระเราก็มากขึ้น พึงรู้เถิดว่า ผมเป็นวันนี้ได้ก็เพราะเธอ เธอจึงเป็นนิอมัต เธอคือสตรีซอลีฮะห์ เธอคือภรรยาที่ประเสริฐ เธอจึงเป็นนิอมัตจากอัลเลาะห์ที่ผมมิอาจจะปฎิเสธิใด ๆ ได้
อัรเราะห์มาน อัลลามัลกุรอาน .... ฟาบีอัยยีอาลาอีรอบบีกูมา ตูกัซซีบาน
Tuesday, January 16, 2007
Friday, January 12, 2007
ยอดคุณพ่อกับลูกสาว
ในขณะที่คุณพ่อนั่งพักกายอยู่บนแคร่ใต้ร่มไม้หน้าบ้าน ลูกสาวที่กำลังเติบโตเข้าสู่วัยสาว ซึ่งได้สังเกตอาการของพ่อที่ไม่ค่อยจะปกตินัก ใบหน้าที่เหียวย่น หลังที่ค่อมลง อาการไอก็เริ่มถี่มากขึ้นทุกวัน เธอจึงเข้าไปถามพ่อว่า ได้เกิดอะไรขึ้นกับพ่อ ทำไมพ่อจึงไม่แจ่มใสเหมือนเมื่อตอนที่ลูกยังเล็ก ๆ อยู่ ได้ยินคำถามดังนี้ ผู้เป็นพ่อก็ตอบไปเพียงแค่ว่า “เพราะพ่อเป็นผู้ชาย”
ได้ยินดังนั้น เธอก็ยิ่งสับสน และไม่เข้าใจมากขึ้น จึงบอกพ่อไปว่า “พ่อจ๋าหนูไม่เข้าใจ”
แต่แทนที่พ่อจะตอบ พ่อเธอกลับดึงร่างของเธอเข้ามาใกล้ๆ และลูบไล้เส้นผม แทนคำตอบ
หลังจากนั้น เด็กสาวคนนี้ก็ไปถามแม่อีกว่า ได้เกิดะไรขึ้นกับพ่อ แม่ตอบว่า “โอ้ลูกสาวของแม่ ถ้าผู้ชายที่เขามีความรับผิดชอบ ต่อครอบครัวอย่างแท้จริง เขาก็จะเป็นอย่างพ่อนี่แหละ”
แม้จะไม่ค่อยเข้าใจในสิ่งที่ทั้งพ่อและแม่ได้อธิบายไป แต่เด็กสาวคนนี้ไม่อาจจะหาคำถามอื่น ไปถามต่อทั้งสองคน เพื่อให้ได้เข้าใจให้มากกว่านี้ได้
เด็กสาวเติบโตขึ้นเป็นสาวเต็มตัว แต่ความคับข้องใจในสิ่งที่เกิดขึ้นกับพ่อของตนเองก็ไม่ได้จางไป เธอยังคงครุ่นคิดอยู่เสมอว่า ทำไม่มือพ่อจึงหยาบกร้านมากขึ้น ใบหน้าก็เหี่ยวย่นมากขึ้นด้วย อาการไอก็ไม่ได้ทุเลาลง หลังก็ค้อมลงไปอีก
ในคืนหนึ่ง หลังจากที่เธอนอนหลับสนิท เธอก็ฝันไป ในความฝันนั้น เธอได้ยินเสียงหนึ่งที่นุ่มนวลมาก เป็นเสียงที่ไม่รู้ทิศทางมา แต่น้ำเสียงชัดเจนทุกถ้อยคำ เสียงนั้นบอกว่า “เราได้สร้างผู้ชาย เพื่อให้เป็นผู้นำในครอบครัว เป็นเสาหลักที่จะค้ำยันสำหรับทุกๆ ส่วนในครอบครัว เขาต้องทำงานหนัก เขาต้องแบกรับกับทุกปัญหา เขาต้องอดทน และเขาต้องกระทำทุกอย่างเพื่อให้ทุกคนในครอบครัว อยู่ได้อย่างปกติสุข”
“เราได้ให้ร่างกายที่แข็งแรง เพื่อเขาจะได้ใช้ความเข้มแข็งนั้น โอบอุ้ม และปกป้อง ต่อทุกๆ คนในครอบครัว”
“เราได้ให้สติปัญญาและความสามารถ เพื่อที่เขาจะได้รู้จักการแสวงหาปัจจัยต่างๆ สำหรับชีวิต ที่ฮาลาล สำหรับทุกๆ คน ได้อย่างอิ่มหน่ำและสมบูรณ์ ถึงแม้ว่าคนในครอบครัวจะตำหนิหรือดุด่าด้วยความไม่พอใจก็ตาม”
“เราได้สร้างภาวะความเป็นผู้นำ ที่รู้จักการอดกลั้น รู้จักการให้ รู้จักการโอ่นอ่อนผ่อนปรน เพื่อให้สามารถรองรับได้กับทุกอารมณ์ของทุกๆ คนในครอบครัว"
“เราได้สร้างความเข้มแข็งสำหรับตัวเขา เพื่อให้เขาสามารถ ต้านแดดที่แผดเผา ต้านกระแสน้ำที่เชี่ยวกราก ต้านลมที่ไม่เคยหยุดนิ่ง โดยไม่เอียงเอน เพื่อให้ครอบครัวอยู่ได้อย่างมั่นคง แม้ร่างกายเขาต้องทรุดโทรมไป โดยเขาต้องไม่บ่นหรือตั้งแง่ ชิงชังต่อผู้ใด โดยเฉพาะต่อผู้หญิง”
“เราได้สร้างความสมบูรณ์แก่สภาวะในใจเขา เพื่อที่เขาจะได้มีความรัก และให้ความรักอย่างเต็มเปี่ยมต่อทุกคนที่เกี่ยวข้อง และต่อทุกๆ สถานการณ์ที่ต้องเผชิญเข้ามาในชีวิต แม้จะอยู่ในท่ามกลางความชิงชังของผู้ใด”
“ด้วยสติปัญญาที่เราได้มีให้กับเขา เขาจะได้คิดและหาวิธีในการโอบอุ้มและเลี้ยงดูทุกๆ คนได้เติบโตและมีความก้าวหน้าภายใต้บทบัญญัตทางศาสนา”
“ด้วยสติปัญญาของเขา จะทำให้เขาสามารถดูแลภรรยา และให้ภรรยาได้ตระหนักด้วยว่า ภรรยาที่ดีคือภรรยาที่มีความภักดีต่อสามี ภรรยาที่ดีคือภรรยาที่พร้อมเคียงข้างกับสามีในทุกสถานการณ์ ทั้งสุขและทุกข์ และทุกจังหวะก้าวของชีวิต”
“ฉันได้ให้ใบหน้าที่หยาบกร้าน เพื่อเป็นสัญลักษณ์ว่า ผู้ชายนั้น จะต้องพร้อมด้วยพละกำลัง และสติปัญญา ในการสืบเสาะและแสวงหาลู่ทางเพื่อให้ครอบครัวของตนเอง ดำรงอยู่ได้ด้วยความสุข และร่างกายเขาที่ค่อมลง ก็เป็นสัญลักษณ์บ่งบอกว่า อันผู้ชายที่ดีที่มีความรับผิดชอบนั้น เขาจะทุ่มเทพละกำลังอย่างสุดความสามารถ เพื่อความมั่นคงในครอบครัว โดยไม่มีสิ่งใดมาสั่นคลอนลงได้”
เสียงนั้นยังบอกอีกว่า “เราได้ให้กับผู้ชายที่มีความรับผิดชอบเต็ม ในฐานะผู้นำในครอบครัว เป็นเสาหลักที่จะต้องโอบอุ้มในทุกส่วน นี้คือความประเสริฐของผู้ชาย และทุกอย่างเหล่านี้ จะเป็นอามานะห์ที่เขาต้องแบกรับทั้งในดนยาและอาคีเราะห์”
สิ้นเสียงนี้ สาวน้อยก็สะดุ้งตื่นขึ้นทันที เธอรีบเร่งไปทำความสะอาดร่างกาย และเอาน้ำละหมาด และละหมาดตะฮ์ญูด จนถึงรุ่งสาง หลังจากนั้นเธอก็เดินเข้าไปชิดกับห้องของพ่อ เธอเห็นพ่อกำลังซีกิรอยู่ในขณะที่พ่อจะยืนขึ้นละหมาดซุบฮิ์ เธอก็เข้าไปจับมือและกอดเอวพ่อ แล้วก็ร้องให้สะอึกสะอื่น จนน้ำตาไหลอาบสองแก้ม ตกกระทบผ้าสญาดะห์เธอบอกกับพ่อว่า “หนูเข้าใจและตระหนักในภาระของพ่อ หนูรักพ่อ….”
Thursday, January 04, 2007
สุดที่รัก...รักที่สุด
'สุดที่รัก' มาถามฉันว่า "รักแค่ไหน"
ฉันตอบ "รักที่สุด"
พ่อแม่มาถามฉันว่า "รักแค่ไหน"
ฉันตอบ "รักที่สุด"
พี่น้องมาถามฉันว่า "รักแค่ไหน"
ฉันตอบ "รักที่สุด"
เพื่อนสนิท มาถามฉันว่า "รักแค่ไหน"
ฉันตอบ "รักที่สุด"
สัตว์เลี้ยงฉันออกลูก ฉันก็พูดกับมันว่า "รักที่สุด"
ต้นไม้ฉันออกดอก ฉันก็บอกมันว่า "รักที่สุด"
“สุดที่รัก” กลับมาถามในวันหนึ่งตกลงเธอรักฉันที่สุดหรือเปล่า???
ฉันตอบ "รักที่สุด"
สุดที่รักถาม แล้วพ่อแม่ พี่น้องกับคนอื่นๆ ล่ะไม่ได้รักที่สุดเหรอ
ฉันตอบ "รักที่สุดเหมือนกัน"
สุดที่รักโมโห "ฉันเป็นสุดที่รักของเธอ เธอต้องรักฉันที่สุดคนเดียว"
ฉันคิด... นิดหนึ่ง "แต่ฉัน...รักที่สุดทุกคน"
สุดที่รักงอน "คนหลายใจ...ไปตายซะ"
ฉันผิดตรงไหน…??? ที่ฉันรักคนสำคัญ? ในชีวิตฉันทุกคน ฉันสับสน…
ฉันจึงไปโดดน้ำตาย...ตามคำสุดท้ายของสุดที่รัก
ฉันขึ้นไปบน สะพานที่สูงที่สุด กระโดดลงไปในแม่น้ำตรงจุดที่ลึกที่สุด
ฉันไม่ตาย... เพราะฉันว่ายน้ำเป็น และฉันก็รักตัวเองที่สุด…
ฉันว่ายน้ำไปข้างหน้าเรื่อย ๆ จากแม่น้ำออกทะเล…
จากทะเลออกมหาสมุทร ว่ายจนกว่าจะสุดทาง ผ่านเกาะ ผ่านประเทศต่างๆ…มากมาย
แล้วฉันก็วนกลับมาที่เดิม สะพานเดิมที่ฉันกระโดดน้ำฆ่าตัวตาย
ฉันค้นพบแล้วว่า โลกกลม มีเกาะ มีประเทศ ตั้งอยู่บนตำแหน่งต่างๆ บนโลก ไม่ทับซ้อนกัน
ทุกเกาะ ทุกประเทศมีความสำคัญ มีหนึ่งเดียว และอยู่ทุกมุมสุดของโลก
เหมือนความรักของฉัน เป็นทรงกลม มีคนสำคัญ?ตั้งอยู่บนตำแหน่งต่างๆ ของความรัก
แต่ละคนมีหนึ่งเดียว ไม่ทับซ้อนกัน
ทุกคนคือ 'สุดที่รัก' และฉันก็ 'รักที่สุด'
Saturday, December 23, 2006
ฉันได้รู้ว่า...
ฉันได้เรียนรู้ว่า... บางครั้งสัตว์ยังทำให้หัวใจเราอบอุ่นได้ดีกว่าคนเสียอีก
ฉันได้เรียนรู้ว่า... ผู้หญิงทุกคนอยากได้รับดอกไม้กันทั้งนั้น โดยเฉพาะเวลาที่ไม่ใช่โอกาสพิเศษ
ฉันได้เรียนรู้ว่า... ยากล่อมประสาทที่ดีที่สุดคือ สติสัมปชัญญะนั่นเอง
ฉันได้เรียนรู้ว่า... การได้นอนอยู่บนหญ้าเขียว ไม่ว่าจะอยู่ในทุ่งแห่งใด ก็ให้ความรู้สึกที่ดีได้ทั้งนั้น
ฉันได้เรียนรู้ว่า... การฟังเพลงเบาๆในยามที่เราเศร้าโศกนั้น ช่วยบรรเทาความทุกข์ในใจให้เบาบางลงไปได้อย่างมากมาย
ฉันได้เรียนรู้ว่า... คุณหาเงินได้มากขึ้นได้ แต่ไม่สามารถหาเวลาเพิ่มได้
ฉันได้เรียนรู้ว่า...หากเราละเลยความผูกพันกับพ่อแม่แล้วไซร้ เราจะหวนให้คิดถึงท่านเจียนตายยามเมื่อท่านจากไป
ฉันได้เรียนรู้ว่า... อย่ากอดรัดลูกให้แน่นเกินไป มันอาจจะกลายเป็นการทำร้ายลูกทางอ้อม
ฉันได้เรียนรู้ว่า... การได้รักและถูกรัก เป็นความรื่นรมย์อันยิ่งใหญ่สุดในโลก
ฉันได้เรียนรู้ว่า... คุณอาจรักใครบางคน ทั้งๆที่ไม่ได้ชอบเขามากมายก็ได้
ฉันได้เรียนรู้ว่า... ยังมีอีกสิ่งหนึ่งที่เจ็บปวดยิ่งไปกว่าความเกลียดชัง นั่นคือความเมินเฉย
ฉันได้เรียนรู้ว่า... แม้ฉันจะต้องเจ็บปวด แต่ก็ไม่จำเป็นจะต้องอยู่อย่างเจ็บปวดเสมอไป
ฉันได้เรียนรู้ว่า... ความเอื้ออาทรนั้นสำคัญกว่า ความเพียบพร้อมบริบูรณ์เสียอีก
ฉันได้เรียนรู้ว่า... การลืมสิ่งที่ผิดพลาดไปแล้วนั้น สำคัญพอกับการจดจำสิ่งที่ดีงามเอาไว้
ฉันได้เรียนรู้ว่า... การคาดเดานั้นมักจะเลิศหรูกว่าสิ่งที่เกิดขึ้นจริงเสมอ
ฉันได้เรียนรู้ว่า... ฉันไม่อาจคาดหวังผู้อื่นให้แก้ปัญหาของฉันได้
ฉันได้เรียนรู้ว่า... เมื่อสิ่งเลวร้ายผ่านเข้ามา คุณจะปล่อยให้มันสร้างความขมขื่นใจให้คุณ หรือใช้มันเป็นพลังทำให้คุณเข้มแข็งขึ้นก็ได้
ฉันได้เรียนรู้ว่า... ถึงเราจะเปลี่ยนแปลงอดีตไม่ได้ แต่เราปล่อยให้มันผ่านไปได้
ฉันได้เรียนรู้ว่า... หากต้องการคำตอบที่ดี ก็ควรถามคำถามที่ดีด้วย
ฉันได้เรียนรู้ว่า... ระดับความมั่นใจในตัวเองของคนคนหนึ่ง จะเป็นตัวเองของระดับความสำเร็จของเขาด้วย
ฉันได้เรียนรู้ว่า... อาจจะมีใครที่รักคุณอย่างจริงจังอยู่ก็ได้ เพียงแต่ไม่รู้ว่าจะแสดงออกให้คุณรู้ได้อย่างไร
ฉันได้เรียนรู้ว่า... ในที่สุดแล้วผู้รับจะเป็นผู้แพ้และผู้ให้นั่นแหละคือผู้ชนะ
ฉันได้เรียนรู้ว่า... การเรียนรู้ที่จะให้อภัยนั้น ต้องการการฝึกฝน
ฉันได้เรียนรู้ว่า... คนเราไม่อาจเป็นวีรบุรุษได้ โดยไม่รู้จักการลงมือทำ
ฉันได้เรียนรู้ว่า... เคล็ดลับของการเติบโตอย่างสง่าผ่าเผย คืออย่าหมดความกระตือรือร้นที่จะพบพาผู้คนและสถานที่ใหม่ๆ
ฉันได้เรียนรู้ว่า... การซื่อสัตย์ต่อสิ่งเล็กน้อย ไม่ใช่เรื่องเล็กน้อยเลย
ฉันได้เรียนรู้ว่า... การจากเพื่อนที่ใกล้ชิดที่สุดนั้น เป็นเรื่องยากกว่าที่ฉันเคยคิดเอาไว้มาก
ฉันได้เรียนรู้ว่า... การเยียวยารักษามิตรภาพที่บอบช้ำนั้น ทำเมื่อไหร่ก็ไม่สาย
ฉันได้เรียนรู้ว่า... ชีวิตจะเติมเต็มไม่ได้ หากปราศจากเพื่อน
สี กับตัวคุณ
วิเคราะห์สี วิเคราะห์ใจของคุณ (อาจจะถูกหรือผิดก็ได้)
**มะนาว(เขียวอ่อน)** คุณเป็นคนที่ค่อนข้างใจเย็น แต่เป็นคนที่เครียดง่าย คุณมักจะเป็นคนที่ขี้อิจฉา และมักจะขี้บ่นเสมอ แต่คุณก็มีความรับผิดชอบที่ดี และดูเหมือนคนรอบข้างดูจะรักและไว้ใจคุณเป็นอย่างมากทีเดียว
** เงิน ** คุณเป็นคนช่างคิด และขี้อาย และชอบที่จะลองสิ่งแปลกๆใหม่ๆเสมอๆ คุณชอบที่จะเปลี่ยนแปลงตัวเอง คุณเป็นคนหัวไวพอควร เรียนรู้อะไรได้รวดเร็ว ความรักของคุณมักจะเจอแต่เรื่องที่ต้องมาขัดใจเสมอๆ
** ดำ ** คุณเป็นนักท้าทาย และมีความอดทนทีเดียว แต่คุณไม่ชอบการเปลี่ยนแปลงในชีวิต เมื่อคุณได้ตัดสินใจอะไรบางสิ่งแล้ว คุณก็จะยึดมั่นความคิดนั้นไว้ตลอด ความรักของคุณก็ค่อนข้างดูแปลก และท้าทายทีเดียว
**เขียวมะกอก** คุณเป็นคนที่อบอุ่น และมักจะเป็นคนที่เข้ากับคนอื่นได้ง่าย คุณไม่ชอบความรุนแรงและรักความยุติธรรม คุณเป็นคนใจดี และร่าเริง แต่อย่าอิจฉาใครคนอื่นให้มากนักล่ะ
** น้ำตาล ** คุณเป็นคนชอบการกีฬา คุณมักจะเป็นคนที่ค่อนข้างหวงตัวเอง แต่บ่อยครั้งที่คุณตกหลุมรักคนอื่นอย่างง่ายดาย แต่เมื่อคุณได้พบเจอสิ่งที่ต้องการ และไม่ถูกใจคุณเมื่อไร คุณก็พร้อมที่จะยอมแพ้และปล่อยสิ่งนั้นทันที
** น้ำเงิน ** คุณเป็นคนที่ไม่ค่อยชอบยกย่องใครสักเท่าไร และเรื่องมาก แต่คุณมีความคิดที่ดีเสมอๆ และ ชอบที่ตกหลุมรักใครง่ายๆ แต่คุณชอบปล่อยให้ความรักหลุดลอยไปอย่างง่ายดาย คุณมักจะรักตามใจคุณ ไม่ใช่ตามที่หัวใจคุณต้องการ
** น้ำเงินเข้ม** คุณเป็นคนที่มีเสน่ห์ และรักสนุก คุณมีความพยายามและความอดทนในการที่ทำสิ่งต่างๆดี และค่อนข้างจะหมกมุ่นในบางครั้ง แต่เมื่อคุณได้โกรธใครสักคนแล้ว ยากที่คุณจะให้อภัยได้
** ขาว ** ความฝันของคุณนำพาไปสู่จุดหมายของชีวิต คุณมักจะชอบอิจฉาคนอื่นๆ บางครั้งคุณก็ดูแปลกไป เมื่อเทียบกับความคิดคนอื่นๆ แต่คุณมีความพยายามในการทำสิ่งต่างๆที่ดี
** น้ำ (ฟ้า ) ** คุณเป็นคนที่มีอารมณ์ค่อนข้างที่จะแปรปรวน คุณมักเป็นคนสันโดษและชอบการท่องเที่ยว คุณเป็นคนที่เชื่อใจได้ แต่มักจะเป็นคนที่ค่อนข้างหูเบา ความรักที่คุณหวังไว้นั้นหายาก และมักจะเลิกรากันด้วยโดยง่าย และบางครั้ง คุณเองก็มักจะเจ็บปวดด้วยเรื่องความรัก
**สีแดง** คุณเป็นคนประเภทที่น่ารัก คุณอาจจะเลือกมากซะหน่อย แต่ก็มักจะไปหลงรักใครบ่อยๆ เข้า และคุณก็ชอบที่จะถูกรักซะด้วยสิ คุณสดใสและร่าเริง แต่บางครั้งก็มีอาการหมอง เศร้าซึม คุณเป็นคนที่เข้ากับคนอื่นได้นุ่มนวล และดี และสิ่งนั้นเองจะทำให้คนอื่นชื่นชอบในตัวคุณ และสิ่งที่คุณเป็น คุณชอบคนที่คบหาด้วยง่าย และทำให้คุณมีความสะดวกสบายใจ
** ครีม ** คุณเป็นคนประเภทที่ชอบการแข่งขัน ไม่ชอบการพ่ายแพ้ และคุณมักจะร่าเริงอยู่เสมอๆ คุณเป็นคนที่น่าไว้วางใจได้ คุณมักจะเลือกความรักด้วยความระมัดระวังเสมอ และไม่ตกหลุมรักใครง่ายๆซะด้วยสิ แต่ถ้าคุณพบใครที่คิดว่าใช่แล้ว คุณก็ไม่ปล่อยความรักให้หลุดมือไปซะทีเดียวหรอก
** เขียวเข้ม ** คุณมักจะพิถีพิถันเกี่ยวกับตัวเอง และมักจะมองหาความรักที่ดูมีภูมิฐาน คุณมักจะเป็นคนตัดสินใจอะไรง่ายๆและขาดสติ ซึ่งมักจะตามมาด้วยปัหาต่างๆ คุณชอบที่จะเป็นผู้ที่นำ และคุณชอบที่จะค้นคว้าหาเพื่อนใหม่ๆ เสมอๆ
** เทา ** คุณเป็นคนที่มีเสน่ห์ และ คล่องแคล่ว คุณไม่เคยซ่อนเร้นความรู้สึกของตัวเอง และมักจะเปิดเผยสิ่งที่อยู่ข้างในตัวคุณให้คนอื่นได้รับรู้ แต่บางครั้งก็นำมาซึ่งความเห็นแก่ตัวบ้าง คุณอยากจะเป็นคนสำคั และรักความยุติธรรม ปลอบใจคนเก่ง พูดโน้มน้าวได้ดี และคุณเป็นคนที่มีมนุษยสัมพันธ์ ที่ดี
** เขียว ** คุณมักจะเข้ากับสิ่งใหม่ๆที่เข้ามาได้ดี คุณไม่ได้เป็นคนที่ขี้อายนัก กล้าแสดงออก แต่บางครั้งการพูดจาของคุณ ก็ทำให้ความรู้สึกของคนอื่นๆเข้าเจ็บปวดได้ คุณมักจะอยากเป็นคนสำคัของคนรักของคุณเสมอๆ แต่ส่วนให่ผู้ที่เกิดช่วงนี้ มักจะยังโสด เพราะยังไม่เจอคนที่ถูกใจนัก
** ทอง ** คุณรู้ว่าอะไรที่ผิดหรือถูก คุณเป็นคนที่ร่าเริงทีเดียว สเปคของคนรักในใจคุณ หายากนัก แต่เมื่อคุณได้พบเจอแล้ว รับรองว่า คุณคงไม่ปล่อยให้มันหลุดลอยไปหรอกน่า
** ชมพู ** คุณมีความพยายามต่างๆที่จะทำให้ผลงานชิ้นนั้นๆออกมาดีที่สุด และมักจะชอบช่วยเหลือและดูแลผู้อื่น แต่บางครั้งความคิดของคุณก็คิดไปทางที่ไม่ดีบ้าง ส่วนเรื่องของความรัก คุณกำลังมองหาความรักที่โรแมนติกเหมือนในนิยาย ** เหลือง ** คุณเป็นคนอ่อนหวาน และใสซื่อ เป็นที่ไว้วางใจจากคนอื่นๆ และเป็นคนที่มนุษยสัมพันธ์ที่ดี ข้อตัดสินใจของคุณ มักจะนำพาไปเรื่องที่ดีๆเสมอๆ และคุณก็ชอบที่จะมีความรักแบบโรแมนติคซะด้วยสิ
** เลือดนกปนน้ำตาล** คุณเป็นคนที่ค่อนข้างฉลาดทีเดียว และรู้ในสิ่งที่ถูกและผิด คุณมักจะทำให้สิ่งต่างๆให้เป็นในสิ่งที่คุณต้องการ และบางครั้งสิ่งนั้นอาจทำให้คุณทำร้ายความรู้สึกของคนอื่นโดนที่คุณไม่รู้ แต่เมื่อถึงเรื่องความรัก คุณคือนักอดทนทีเดียว เมื่อคุณได้รักใครแล้ว ยากที่จะหาคนอื่นมาเทียบได้
** ส้ม ** คุณเป็นคนที่ค่อนข้างมีความรับผิดชอบในสิ่งที่คุณทำ คุณมักจะมีจุดประสงค์ ในสิ่งที่ตนทำอยู่เสมอๆ และชอบการแข่งขัน เมื่อคุณมีเพื่อน คุณจะพบว่า ยากนักที่จะเชื่อและไว้ใจใครสักคนได้ แต่เมื่อคุณได้เจอเพื่อนที่คุณถูกใจแล้ว คุณจะเชื่อในคนๆนั้นตลอดไป
** ม่วง ** คุณค่อนข้างดูลึกลับ ไม่เห็นแก่ตัว และไม่ค่อยจะคล้อยตามสิ่งต่างๆได้อย่างง่ายดาย การกระทำของคุณในแต่ละวัน อาจนำมาซึ่งความสุขหรือทุกข์ได้ คุณมักจะป๊อปในหมู่เพื่อนฝูงเป็นที่รักใคร่ คุณเป็นคนที่ขี้ลืม และคุณน่าจะมองหาคนที่เชื่อใจและไว้ใจได้ดีกว่า
47 ข้อสำหรับท่านชาย
ข้อพึงปฏิบัติสำหรับท่านผู้ชายที่แต่งงานแล้ว นำไปปฏิบัติเพื่อสร้างครอบครัวซากีนะห์ (เฉพาะท่านที่แต่งงานแล้วเท่านั้น ท่านที่ยังไม่แต่งงานห้ามนำไปปฏิบัติโดยเด็ดขาด)
1. ทุกจังหวะก้าวของชีวิต เราต้องผูกติดอยู่กับอัลเลาะห์ เพราะฉะนั้นเราจึงต้องหมั่นดุอาอ เพื่อให้เป็นที่รัก
2. เมื่อกลับถึงบ้าน ต้องพูด และ สัมผัส กับภรรยา ก่อนที่จะไปทำภารกิจอื่นๆ ทุกอย่าง (จะสัมผัสด้วยวิธีการใด หรืออย่างไร ก็ขึ้นอยู่กับความชอบและความเหมาะสมเป็นสำคัญ)
3. แสดงท่าทีห่วงใย อาจจะด้วยการสอบถามว่า งานในบ้านวันนี้เป้นอย่างไรบ้าง ? เหนื่อยไหม ?
4. จงเป็นผู้ฟังที่ดี สำหรับทุกๆ คำพูดจากภรรยา อย่ารีบด่วนในการตัดสินใจ โดยไม่ฟังทุกอย่างให้จบ สิ่งสำคัญสำหรับข้อนี้คือ ต้องใส่ใจ
5. จงให้เวลาอย่างน้อย 30 นาทีต่อวัน โดยในเวลานี้ต้องละทิ้งทุกอย่างสำหรับชีวิตตนเอง และเวลานี้ทั้งหมดต้องสำหรับเธอ
6. จงมอบดอกไม้ หรือน้ำหอม เพื่อเอาใจ ในยามที่เธออารมณ์ไม่ดี
7. ช่วยเหลือเธอ สำหรับกิจกรรมในครัว หรือบางครั้งก็อาจจะชวนไปทานนอกบ้าน
8. หมั่นยกย่องในความพิเศษๆ บางอย่างของภรรยา เช่น ผมสวยจัง (หมายถึงเส้นผมบนหัวของเธอ ไม่ไช่ผมที่หมายถึงตนเอง)
9. รู้จักเอาใจเมื่อเธอโกรธ หรือน้อยใจ (โดยเฉพาะในช่วงตั้งท้อง ผู้หญิงจะน้อยใจง่ายกว่าช่วงปกติ)
10. จงช่วยเหลือในกิจกรรมทุกอย่างที่เป็นภารกิจของเธอเท่าที่เราสามารถทำได้
11. อย่างเร่งรีบ เราต้องมีเวลาเผื่อไว้เสมอสำหรับทุกๆ กิจกรรมที่ร่วมกับเธอ
12. วันไหนที่กลับบ้านช้าจะต้องแจ้งให้ทราบล่วงหน้าเสมอ
13. ถ้าภรรยาขอความช่วยเหลือใดๆ ก็ต้องช่วย แต่ถ้าไม่สามารถช่วยได้ ก็ต้องบอกให้ทราบตรงๆ โดยไม่จำเป็นต้องสาธยายให้ยาว
14. ชีวิตผู้ชาย อาจจะมีบางช่วงเวลาที่อยากจะเงียบคนเดียว (โดยเฉพาะคนทำงานหนัก) ก็ต้องบอกให้ทราบพร้อมเหตุผล
15. เมื่อใดที่จิตใจเรารู้สึกว้าวุ่น หรือประสบกับความยุ่งยากใดๆ ก็ต้องบอกให้ภรรยาทราบ ด้วยถ้อยคำที่ดี อย่าพยายามปัดให้เป็นความผิดของภรรยา
16. เมื่อเธออยากจะพูด ก็ต้องเปิดโอกาสให้เธอได้พูดอย่างเต็มที่ และพยายามตั้งใจฟังในทุกๆ คำที่พูด
17. เมื่อใดที่จะออกนอกบ้านก็ต้องถามภรรยาเสมอว่า จะฝากอะไรไหม ?
18. จงบอกให้เธอรู้เมื่อคิดอยากจะนอนหรือต้องการพักผ่อน
19. จงกอดภรรยาอย่างทนุถนอมอย่างน้อยก็ 4 ครั้งต่อวัน
20. หมั่นโทรศัพท์ไปหาเธอจากที่ทำงาน ถึงจะไม่มีเรื่องราวอะไรมาก แต่อย่างน้อยก็ให้มีคำว่า “ยา ฮาบีบี อินนี อูฮิบบูกี” หรือถ้อยคำอื่นๆ ที่เป็นความเข้าใจตรงกัน และนำมาซึ่งความรู้สึกที่ซาบซึ้งกัน
21. พูดถึงด้วยถ้อยคำแห่งความรักให้ฟัง อย่างน้อย 2 ครั้งต่อวัน
22. ชวนกันอกไปที่ไหนๆ โดยไม่ต้องมีลูกไปด้วย (ในกรณีที่มีลูกแล้ว)
23. ลองคิดถึงคำพูดในเชิงร้องขอจากภรรยา ซึ่งอาจจะผ่านไปนานแล้ว วันนี้ถือโอกาสสนองในสิ่งนั้นเสีย
24. แสดงด้วยคำพูดที่บ่งบอกถึงความคิดถึงและห่วงหาเมื่ออยู่ไกลกัน
25. ชื้อของกินที่ภรรยาชอบกลับบ้านบ้าง แต่ไม่จำเป็นต้องทุกวัน
26. ทำอีบาดะห์ร่วมกันเสมอทุกครั้งที่มีโอกาส
27. ถ้าต้องไปไกลๆ หรือต่างจังหวัด เมื่อไปถึงที่หมายแล้ว ก็ต้องโทรบอกทันทีว่า “JazakalLAH ผม ถึงที่หมายโดยปลอดภัยแล้วนะ”
28. อย่าลืมช่วยโทรบอกให้เธอทราบรายละเอียดของที่พักด้วย รวมทั้งหมายเลขห้องและเบอร์โทรติดต่อ ของโรงแรมหรือห้องพัก
29. ช่วยนวดหลังเธอบ้างเมื่อมีโอกาส หรืออาจจะใช้เวลานี้รวมกับข้อที่ 5 เลยก็ได้
30. ไม่ผิดปกติเลยหากหมั่นแสดงออกถึงความรัก โดยการกระทำ ด้วยความบริสุทธิ์ใจ และไม่เกี่ยวข้องใดๆ กับเรื่องเพศ
31. ช่วยจัดห้องนอน, เตียง, ผ้าห่ม (ทุกอย่างที่เกี่ยวกับที่นอน) บ้างเป็นครั้งคราว
32. ทำหน้าที่พรมน้ำหอมในที่นอนบ้างเป็นครั้งคราว อย่าให้เป็นหน้าที่ของภรรยาอย่างเดียว
33. อดทนและรับฟังในปัญหาของผู้หญิง
34. แสดงออกถึงความรักที่มีต่อเธอในงานสังคมด้วย อย่าให้เธอต้องเคว้งคว้างคนเดียว ส่วนเราก็เอาแต่เพื่อน
35. เมื่อเดินด้วยกัน ก็ต้องจับมือภรรยาด้วย ดีด้วยซ้ำไปถ้าจูงมือกันข้ามถนน (ไม่มีใครว่าตาบอดหรอก)
36. คุณผู้ชายลองทำหน้าที่ชงเครื่องดื่มที่ภรรยาชอบบ้างเป็นครั้งคราว (หรือหากได้ทุกครั้งก็ไม่ผิดปกติอะไร)
37. ถ้าต้องออกไปนอกบ้านด้วยกัน อย่าคิดให้ภรรยาเป็นคนเลือกสถานที่โดยตลอด (เป็นผู้ชายต้องรู้จักตัดสินใจด้วย)
38. เมื่ออยู่ในงานหรือสถานที่สาธารณะต้องแสดงออกถึงท่าทีที่บ่งบอกถึงความสำคัญของภรรยา (ภรรยาของตนเอง ไม่ไช่ภรรยาของคนอื่น)
39. ภรรยาต้องสำคัญกว่าลูกเสมอ
40. เมื่อภรรยาป่วย เราต้องหมั่นดูแล และใส่ใจในปัญหาสุขภาพที่เกิดขึ้น จงใส่ใจในตัวเธอ เหมือนกับที่เธอได้ใส่ใจในตัวท่าน (โดยทั่วไปภรรยาจะให้ความใส่ใจกับผู้ชาย มากกว่าที่ท่านผู้ชายจะใส่ใจในตัวภรรยา)
41. เมื่อถึงเวลานอน สิ่งที่ดีที่สุดก็คือ เข้านอนพร้อมๆ กัน
42. รู้จักการจูบลาบ้าง (ลาไปทำงานนะครับ ไม่ไช่ลาลับ)
43. รู้จักเอยคำขอบคุณบ้างเมื่อภรรยาให้บริการใด ๆ ต่อเรา
44. พยายามให้มีบ้างซักปีละ 2 ครั้ง ที่ร่วมรำลึกถึงบรรยากาศแห่งครั้งแรกที่ได้พบ กับบรรยากาศแห่งน้ำผึ้ง บุหงา ลดามาลย์
45. ร่วมออกกำลังกายด้วยกัน ถึงจะไม่ทุกครั้ง แต่ก็ต้องมีบ้าง เป็นครั้งคราว
46. ไปเที่ยวกัน ที่ไหนๆ ที่ไกลๆ ที่ชอบๆ
47. ไม่แปลกเลย หากคุณผู้ชาย รับหน้าที่ในครัว หรือซักรีดเสื้อผ้า และ ฯลฯ เพราะท่านศาสดามูฮัมหมัดก็ทำหน้าที่คล้ายกันนี้ คงไม่มีประชาชาติผู้สืบทอดจากท่านคนใด ที่คิดอยากทำตัวให้สุขสบาย มากกว่าตัวท่านศาสดา ฯ หรืออีกนัยหนึ่ง เมื่อท่านศาสดาทำงานหนัก อย่างนั้น ไม่ละเว้นแม้แต่งานในบ้าน ที่คนเรามักจะมองว่าเป็นเรื่องของผุ้หญิง แต่ท่านศาสดายังทำ แล้วเราเป็นใคร ? ทำไมถึงจะทำบ้างไม่ได้ ?
Monday, December 11, 2006
ชีวิตเด็ก
Friday, December 01, 2006
Tuesday, November 28, 2006
น้ำผึ่งปนเปื้อนยาพิษ คละเคล้ากับน้ำตา
บันทึก ณ มุมมืด
ในชั่วโมงก่อนรุ่งสาง
ภายใต้แสงจันทร์นวลผ่อง อร่ามเรืองไปทั่วยอดไม้
เสียงร้องคร่ำครวญ ปานใจจะขาดอยู่รอน ๆ ของหญิงสาวนางหนึ่ง ดังมาจากข้าง ๆ สัมผัสโสตประสาท ปลุกความสำนึกของข้าพเจ้า ให้ฉายฉาน ถึงเธอผู้นั้น หญิงสาวผู้ซึ่งอ่อนต่อโลก เขลาต่อสังคม แต่ถูกสภาพแวดล้อมฉุดกระชากตัวเธอ ให้ต้องแปดเปื้อนกับคาวราคีไปตลอดชีวิต…………
เธอ คือ อิตถีเพศ ผู้รวยด้วยรูปลักษณ์ ชวนให้เกิดเสน่หาสำหรับหลาย ๆ คน ที่พบเห็น เขาเหล่านั้น ใช้วาจาแทะโลมจิตใจของเธอให้อ่อนไหว เคลิบเคลิ้ม ให้ตกอยู่ภายใต้การชักใยของอารมณ์ฝ่ายต่ำ ลืมสิ้นคำสั่งเสียของพ่อแม่
“เขา” ชักพาเธอสู่สภาพและสิ่งแวดล้อมของสังคมในรูปแบบใหม่ สู่สถานที่หย่อนใจที่ยั่วยวน ชักพาชีวิตเธอสู่ความฟุ้งเฟ้อ หลงไหล สู่อริยธรรมแผนใหม่ สู่วิถีชีวิตที่ไร้แก่นสาร จนกระทั่งไม่สามารถควบคุมจิตใจตนเอง………..
สภาพการณ์เหล่านั้นได้ฉุดกระชาก ชีวิตเธอให้ต่ำลง ต่ำลง เธอสนุกสุดเหวี่ยงกับความฉาบฉวยของสังคม และความปลิ้นปล้อนของปากคำชาย แต่เธอก็หาได้สังวรณ์ใจไม่ ซัยฎอนนได้สิ่งสู่เธอให้เห็นคล้อยเกิดความปักใจ มั่นใจ ในคำหวานที่เขาพร่ำพรรณนา
มนุษย์ร้อยเล่ห์ พันมารยา แสร้งแสดงความจริงใจ มากเลี่ยมแพรวพราวขอเพียงให้ได้บรรลุให้สิ่งที่ตนปรารถนา
โอ้เธอเอ๋ย…ชีวิตเธอต้องประสบกับน้ำใจหฤโหด จากมือชายที่แปดเปื้อน คาวราคี แล้วเชียวหรือ…….
เมื่อเสร็จสิ้นอารมณ์หมาย ความเบื่อตามประสาชายผู้เจนโลก เธอจึงถูก “เขา” สลัดทิ้งไม่เหลือเยื้อใย เธอดังดอกไม้เหี่ยวเฉาไร้ซึ่งหมู่ภมร มาดอมดม ดังนกปีกหักเกินกว่าจะโบกปีกโผบินต่อไปได้
ชีวิตเธอหมองไหม้ หัวใจเธอแหลกเหลว น้ำตาประดุจสายธาร……
********
รอยระลึกเก่า ๆ เฝ้าหลอกหลอน, เชือดเฉือน, กัดกรีด, บาดลึก, ลงไปในดวงใจเธอ เธอคือความขมขื่น, เธอคือความปวดร้าว เธอ……..
บทเรียนสอนใจ
ผู้หญิงวัยรุ่นอย่างเรา ย่อมเป็นที่ต้องการของเขา และรักแท้ที่บริสุทธิ์ก็เป็นของสูงที่ทุกคนต่างก็ปรารถนา แต่ในสังคมและสภาพแวดล้อมที่มีอยู่รอบตัวเรา ที่มีแต่การเอารัดเอาเปรียบ, ชิงดี ชิงเด่น, กดขี่ แสวงหาผลประโยชน์ จะหาความยุติธรรมได้ยากยิ่ง ผู้หญิงตัวเล็ก ๆ อย่างเราจะไปหาความรัก เช่นนั้นได้ที่ไหนกัน เราต้องการความรักที่จะผลักดันให้ชีวิตเราสูงขึ้น ความรักเช่นนั้นให้ความหวัง, ให้พลัง, ให้กำลังใจแก่ชีวิต ความใคร่ต่างหากเล่าที่จะฝังและทำลายชีวิตเราไว้ในสุสาน แห่งความชั่วช้าโสมม
Monday, November 27, 2006
ปัญหาในครอบครัวมีด้วยกันทุกคน ส่วนจะมากหรือหรือน้อย ก็เป็นเรื่องของแต่ละครอบครัวไป อย่างไรก็ตาม ผมเชื่อว่า ทุกๆ ปัญหาจะไม่รุนแรงหรือหนักหนาเกินกว่าที่เราจะยอมรับได้ หากเราสามารถเข้าใจในมูลเหตุของปัญหานั้นๆ
คนทุกคนที่เกิดมา ย่อมมีลักษณะเฉพาะของตัวเอง ทั้งโดยพันธุกรรม หรือโดยวิถีชีวิตที่เติบโตบ่มเพาะขึ้นมา โดยธรรมชาติมนุษย์ทุกคนไม่ต้องการสิ่งที่ไม่ดี และโดยธรรมชาติอีกนั้นแหละที่มนุษย์มักจะไม่สนใจใคร่รู้ในความไม่ดีของตนเอง แม่เรา หรือแม่ใครๆ ก็ตามแต่ ก็คือมนุษย์ที่ไม่ได้ต่างจากมนุษย์อื่น ๆ
ลักษณะการเติบโตของแม่ ที่บ่มเพาะความเป็นตัวตน จนถึงวันที่เป็นแม่และเลี้ยงลูกจนเติบใหญ่ แม่ไม่รู้หรอกว่า ลูกต้องการอะไรมากที่สุด แต่ที่แม่รู้มากที่สุดก็คือ แม่จะต้องทำให้ลูกเติบโตอย่างดีที่สุด เท่าที่ชีวิตแม่พอจะทำได้
ชีวิตแม่เติบโตมาอย่างไร ในวันที่แม่เป็นแม่ แม่ก็จะสอนลูกอย่างนั้น เพราะบริบทของแม่ตั้งแต่เล็กๆ แล้วเป็นอย่างนั้น แม่คิดว่าแม่ได้ทำหน้าที่ของแม่อย่างดีที่สุดแม้ว่าลูกอาจจะไม่พอใจอย่างที่สุดก็ตาม แต่แม่เชื่อว่าซักวันหนึ่งวันที่ลูกมีลูก ลูกก็จะเข้าใจทุกอย่างด้วยตนเอง
สำหรับลูก ๆ จะไม่เรียกสิ่งใดๆ จากแม่ เพราะลูกเข้าใจแล้วว่า แม่ได้ทำทุกอย่างแล้วเพื่อลูก แม้ว่าบางอย่างตัวของลูกเองไม่เข้าใจ แต่ความรักที่มีต่อแม่ได้สลายทุกอย่างที่เป็นความไม่เข้าใจ จนไม่เหลือแม้เศษเสี้ยวให้ต้องรำลึกถึงอีก
มีตัวอย่างหนึ่งที่ชี้ให้เห็นถึงวิถีชีวิตที่เติบโตของแต่ละคน เป็นข้อบ่งชี้ถึงลักษณะนิสัยของแต่ละคน
สามีภรรยาคู่หนึ่ง แต่งงานได้ไม่นาน แต่ความไม่ปกติก็เกิดขึ้นในครอบครัวนี้ เมื่อพฤติกรรมเดิมของแต่ละคน ทำให้อีกฝ่ายไม่สามารถรับได้
ฝ่ายหญิงเติบโตมาในครอบครัวที่ได้รับการอบรมและเลี้ยงดูมาอย่างดี ทุกครั้งในเวลาทานข้าว ทุกคนในบ้านจะมาทานข้าวพร้อมๆ กัน. ในเวลาทานข้าวคือเวลาที่ทุกคนในบ้านมีความสุขมาก เพราะนอกจากจะได้หันหน้าเข้าหากัน พูดคุยกัน บอกเล่าเรื่องราวของกัน
คนทำกับข้าวก็ทำอย่างมีความสุข เพราะเมื่อทำเสร็จ ทุกคนก็จะมานั่งร่วมกินกัน สรวลเสกันตามประสาคนในครอบครัวเดียวกัน กับข้าวอาจจะไม่อร่อยไปบ้าง หรือขาดการปรุงแต่งในรสชาติบ้าง ก็ไม่เป็นไร เพราะคุณพ่อของบ้านนี้ฉลาด เอาใจแม่เก่ง เช่น ถ้าน้ำบูดู เผ็ดไป คุณพ่อก็จะบอกว่า "ตั้งใจทำอย่างดีเลยนะสำหรับพ่อ จนลืมไปว่าใส่พริกในบูดูถึง 2 ครั้ง" (ตัวอย่าง)
ในครอบครัวนี้ วิถีชีวิตของแต่ละคนจะยุ่งเหยิงซักเพียงใดก็ตาม แต่ทุกคนจะมีเวลาให้แก่กันเสมอ โดยเฉพาะในเวลาทานข้าว
ในขณะที่ฝ่ายชาย เติบโตในครอบครัวที่ไม่เหมือนกัน เวลาทานข้าว เป็นเวลาของแต่ละคน (ไม่ไช่เวลาของทุกคน) ใครหิวก็เข้าไปกิน หรือบางคนก็กินนอกบ้าน
ชีวิตของฝ่ายชายเป็นอย่างนี้มาตั้งแต่เกิด แล้ว จนโตเป็นผู้ใหญ่และแต่งงานเมื่อทั้งสองคนที่เติบโตในสภาพการเลี้ยงดูที่ต่างกัน แต่มาแต่งงานร่วมชีวิตด้วยกัน แรกๆ ก็ไม่ค่อยมีปัญหาอะไร เพราะต่างโอนอ่อนทุกอย่างให้แก่กัน แต่พอผ่านไปหลายๆ เดือน ฝ่ายหญิงก็ต้องการให้เป็นในแบบที่ครอบครัวของตนเป็น ในขณะที่ผู้ชายก็ต้องการเป็นแบบที่ตนเองเคยชินมาตั้งแต่เล็กๆ ทำให้ครอบครัวนี้มีปัญหาทันที และยากที่จะแก้ไข
ถ้าหากว่าแต่ละคนไม่เข้าใจในภูมิหลังของกันและกัน เรื่องนี้ ดูเป็นเรื่องเล็ก แต่ในความรู้สึกของผู้ที่ได้รับผลกระทบเป็นเรื่องใหญ่มาก
เรื่องของแม่ที่ไม่มีเวลาให้ลูก และไม่อาจจะสนองตอบในสิ่งที่ลูกต้องการ ลูกเห็นว่าเรื่องนี้เป็นเรื่องใหญ่มาก แต่ในขณะเดียวกัน แม่ไม่ได้เข้าใจในแบบที่ลูกเข้าใจ แม่จึงไม่สามารถสนองในความต้องการของลูกได้
สิ่งที่อยากแนะนำก็คือ สิ่งที่แม่เป็นแบบนั้น เพราะแม่เติบโตมากับสภาพแวดล้อมอย่างนั้น ชีวิตแม่ไม่เคยมีโอกาสได้ปรึกษาใดๆ กับแม่ของแม่เลย (หมายถึงยายของเรา) ในฐานะลูกผู้หญิงแม่ก็ต้องการในแบบเดียวกับที่เราซึ่งเป็นผู้หญิงเหมือนกันต้องการ แต่แม่เองก็ไม่เคยได้รับ เพราะยายไม่เคยให้ ชีวิตการเติบโตของแม่เป็นอย่างนั้น พอแม่ได้ลูก (นั้นคือเรา) แม่ก็เลี้ยงเราในแบบเดียวกับที่ ยายได้เลี้ยงแม่มา คิดดูซิน่าสงสารแม่ไหม ?
แม่ไม่เคยได้รับในสิ่งที่แม่ต้องการ แต่ในวันนี้ลูกกลับเรียกร้องในสิ่งที่แม่เองไม่เคยได้เลย แม่เจ็บปวดซ้ำสองนะ เจ็บที่หนึ่งคือแม่ไม่เคยได้ เจ็บที่สองก็คือแม่จะต้องให้ น่าสงสารแม่ไหม ?
สิ่งที่เกิดขึ้นนี้เป็นเพราะความห่างเหินในครอบครัว ซึ่งอาจจะมีสาเหตุมาจากปัญหาด้านเศรษฐกิจ หรือปัญหาด้านสังคม สิ่งที่อยากแนะนำ อีกประการหนึ่งก็คือ ให้คิดว่าเราโชคดีกว่าแม่มากเลยนะเพราะ
1. เรารู้แล้วว่าครอบครัวเรา มีบางสิ่งที่ไม่ปกติ ในขณะที่แม่ไม่รู้
2. เรามีโอกาสได้ศึกษา ได้เรียนรู้ ได้มีประสบการณ์ ได้ประสบพบเห็นกับอะไรๆ มากมาย ที่ไกลตัวออกไป ในขณะที่แม่อาจจะไม่มีโอกาสเช่นนี้ เรางจึงต้องใช้สิ่งเหล่านี้ ให้เป็นประโยชน์ สำหรับวันข้างหน้า ในวันที่ เราเองมีลูก เราจะเข้าใจดีเลยว่าต้องให้อะไรบ้างแก่ลูก (โดยเฉพาะลูกสาว)
แล้ววันนั้น ชีวิตของเราและครอบครัวจะมีความสุข ขอให้อดทนอีกนิดนะครับขอเป็นกำลังใจให้ทุกคน
ปัญหาทางใจมีด้วยกันทุกๆ คน สุดแท้จะมากหรือน้อย จะยอมรับหรือไม่ยอมรับเท่านั้นเอง เท่าที่รู้จะเป็นปัญหาของผู้ชายมากกว่าผู้หญิง แต่คนที่ยอมเปิดเผยหรือยอมปรึกษา (เมื่อมีโอกาส) จะเป็นผู้หญิงมากกว่าผู้ชาย ต่อไปนี้เป็นส่วนหนึ่งจากสิ่งที่ได้แนะนำไป
1. ต้องทำใจ
2. ทำความรู้จักให้ถ่องแท้ในตัวเรา และตัวเขา (โดยทั่วคนเรามักจะรู้จักคนอื่นมากกว่ารู้จักตนเอง)
3.พยายามมองในส่วนดีๆ ของเขาให้มาก เพื่อนำสิ่งดีๆ นั้นมาปรับใช้
4. พยายามมองความบกพร่องของเรา เพื่อป้องกันประวัติศาสตร์ซ้ำรอย
5. ให้คิดว่า ในการเดินทางไปไหนต่อไหนของเรา ไม่ว่าจะด้วยเส้นทางไหน ๆ ก็มีสิทธิประสบกับอุบัติเหตุด้วยกันทั้งนั้น แม้จะระวังตัวมากเพียงใดก็ตาม ถ้าไม่ไปชนเขา เขาก็มาชนเรา หรือบางทีอาจจะลงคู หรือหากเดินทางป่า/เขา ก็มีสิทธิถูกงูกัด ถูกกิ่งก้านใม้ขีดข่วน อาจจะสร้างแผลเป็นไปตลอดทั้งชีวิต. ในการเดินทางของชีวิตก็ไม่ต่างกัน ให้คุณคิดว่านั้นคืออุบัติเหตุทางใจ ซึ่งใครๆ ก็เป็นได้
6. ทุกคนมีคำตอบของชีวิตแล้ว คำตอบของแต่ละคนอาจจะไม่เหมือนกัน หรือคนๆ เดียวกันอาจจะตอบไม่เหมือนกันเมื่อเวลาผ่านไป เมื่อเขาคนนั้นได้บอกเลิกกับคุณ นั้นก็หมายความว่า เขาได้มีคำตอบใหม่สำหรับชีวิตเขาแล้ว แล้วคุณก็อาจจะคิดว่า "ทำไมคำตอบเขาไม่เหมือนเดิม เหมือนที่เคยพูดๆๆๆมา" และคุณก็ยืนยันกับตัวเองว่า "ผม/ฉันยึดมั่นในคำตอบเดิมของชีวิต" ถ้าคุณคิดอย่างนี้ คุณจะเจ็บปวดอีกนาน ลองเปลี่ยนคำถามและเปลี่ยนคำตอบใหม่ให้ชีวิตคุณ. และอย่าลืมว่า คนที่จะร่วมชีวิตกัน จะต้องตอบคำถามของชีวิตที่เหมือนกัน หรืออย่างน้อยก็ใกล้เคียงกัน ไม่ว่าจะเป็นวันนี้ หรือวันไหนๆ ไม่ว่าจะเป็นช่วงสุขหรือช่วงทุกข์
7. การที่คนรักกันในคู่หนึ่ง ต้องเลิกรากันไป ถือเป็นข่าวร้ายมาก แต่ในความร้ายก็มีสิ่งดีแฝงอยู่ นั้นคือการที่คุณหรือเขาสามารถ "เปิดความจริงของตนเอง" ที่ไม่สามารถร่วมทางกันได้ คุณ/เธอไม่คิดว่ามันเป็นสิ่งที่ดีหรือ ที่เขาไปวันนี้ วันที่ไม่มีพันธะอะไรเลย ถ้าเขาไปวันหน้า วันที่อาจจะมีบุคคลที่ 3 ของคุณและเขาเข้ามา คุณจะเจ็บไปตลอดทั้งชีวิต ยิ่งต่างศาสนาด้วยแล้ว ก็ไม่รู้ว่า คนที่ 3 จะเป็นอย่างไร
8. พยายามสลัดทิ้งความรู้สึกทางกาย ที่กำลังมีอิทธิพลเหนือใจ เพราะคนที่หลงๆ กัน มักจะมีจุดเริ่มต้นมาจากเรื่องทางกาย
ชีวิตนี้ต้องต่อสู้ ชีวิตนี้ต้องดิ้นรน ชีวิตนี้ต้องอดทน ชีวิตนี้ต้องพร้อมเผชิญหน้ากับวิบากกรรมใด ๆ บนทางที่เที่ยงตรงและถูกต้อง.
เราเคยตระหนักบ้างไหม กับการกำเนิดของชีวิตนี้ ที่ถือเป็นคุณูปการอย่างล้นเหลือจากองค์ผู้อภิบาลสู่มวลมนุษย์ เมื่อใดที่เราได้เข้าฟังการบรรยาย ช่วงเวลาที่เราทำงาน หรือช่วงเวลาที่เราร่วมสังคม เราคงจะเคยได้ยินเรื่องราวต่างๆ มากมาย ทั้งสิ่งที่ดีที่ควรค่าแก่การจดจำ หรือเรื่องราวแห่งความทุกข์ท้อระทม
ทุกอย่างเหล่านี้ ได้เวียนว่ายในชีวิตมนุษย์เราเคยถามตัวเองบ้างหรือเปล่า ? ทำไมเราจึงต้องเกิดมา ? เราเคยได้คิดคำนึงถึงคุณค่าของชีวิต และชีวิตเราได้มีคุณค่าต่อเพื่อนมนุษย์หรือไม่ อย่างน้อยที่สุดก็สำหรับคนที่ใกล้ชิดกับเรา ?เราเคยสำนึกหรือไม่ว่า การที่เราสามารถดำรงชีวิตมาจนถึงวันนี้ หาไช่เพราะเหตุอื่นใดไม่ หากแต่นั้นเพราะรัก รักอันยิ่งใหญ่จากเอกองค์อัลเลาะห์…?
เรารู้สึกเศร้าใจมาก กับการที่ต้องจากลากันจากพ่อ จากแม่ จากคนที่เรารัก เรารู้สึกวังเวงเมื่อใดที่ต้องจากเพื่อน เรารู้สึกระทดระท้อ เมื่อใดที่พลาดหวังจากสิ่งที่ใฝ่ฝัน แต่ทุกอย่างเหล่านี้หาไช่จะจีรังยั่งยืนไม่ นอกเสียจากความรักอันเที่ยงแท้ของผู้ทรงนิรันดร์ เราเคยห่วงหาต่อพระองค์ไหม ?
โอ้พี่น้องของฉัน บ่าวของพระองค์ผู้ซึ่งได้รับความรักอันยิ่งใหญ่ที่พระองค์ประทานมา นั้นคือ “อีมาน” และ “อิสลาม” เราต้องตอบสนองต่อความรักอันยิ่งใหญ่นั้นด้วยความดี ด้วยการสร้างประโยชน์ ด้วยการช่วยเหลือต่อผู้ด้อยโอกาส ด้วยเจตนาอันบริสุทธิ์ เพื่อความโปรดปรานของพระองค์
เวลาได้เดินทางจากเราไปอย่างรวดเร็ว หากเวลาที่มีนี้ เราไม่ได้ใช้เพื่อสร้างคุณค่า เราก็จะเป็นมนุษย์ผู้สูญเปล่า มนุษย์ผู้ขาดทุน…
จงสัญญาเถิด เราจะทำปัจจุบันให้ดีที่สุด และอนาคตจะต้องดีกว่าวันนี้ เพื่อสิ่งที่ดีๆ ประดับตัวเรา ที่ขอมอบแด่คอลิก (ผู้ทรงสร้าง) ผู้เป็นอมตะแห่งความรัก
เพราะความรัก เราพร้อมทำทุกอย่างเพื่อให้เขาประทับใจ และตราตรึงใจกับเราตราบเท่านาน
เรารักอย่างอื่นได้ เราพร้อมสนองตัวเราเองเพื่อความรักนั้น แต่รักที่ยิ่งใหญ่ที่สุดต้องเพื่ออัลเลาะห์ อันจะดำรงอยู่เป็นอมตะนิรันดร์กาล…
เขียนให้เพื่อนผู้เดินทางไปทำฮัจย์
Wednesday, November 01, 2006
หยดน้ำตา หยาดน้ำคำ จากเจ้าสาวในคืนแรก (1)
“อานี มีเรื่องสำคัญที่พ่อกับแม่จะคุยด้วย” นี้ถือเป็นมูกอดดีมะห์ ของการพูดคุยกันของคน 3 คน ในครอบครัวฉันในวันหนึ่ง
แม่นั่งนิ่งคอยสังเกตอากัปกริยาของฉัน โดยให้พ่อเป็นฝ่ายพูดขึ้นมาก่อน “อานี ทั้งพ่อและแม่ได้ตอบรับการสู่ขอจากชายคนหนึ่งสำหรับลูก”
“อะไรน่ะ !” ฉันอุทานอย่างไม่เชื่อหูตนเอง กับสิ่งที่พ่อได้พูดมา เพราะฉันยังไม่คิดถึงเรื่องการมีครอบครัวในเวลานี้ ฉันยังคำนึงถึงความฝันอันยิ่งใหญ่ในชีวิตฉัน ที่ฉันต้องไขว่คว้ามาให้ได้ ผ่านการศึกษาที่ฉันจะไม่ยอมให้สิ่งใดๆ มาเป็นอุปสรรคสำหรับความตั้งใจอันแน่วแน่ของฉันนี้
และแน่นอนการมีครอบครัวก็จะเป็นอุปสรรคสำคัญ ฉันจึงไม่คิดที่จะมีพันธะหรือภาระผูกมัดกับใครทั้งสิ้น
“ทำไมพ่อกับแม่ไม่คุยกับอานีก่อน ๆ ที่จะตกลงอะไร” ฉันเถียงกับพ่อ เพราะไม่พอใจกับการตัดสินใจโดยไม่ปรึกษาใด ๆ กับฉัน ฉันคิดว่าทุกอย่างที่เกี่ยวข้องกับอนาคตและชีวิตของฉัน ๆ จะต้องร่วมตัดสินใจด้วย
พ่อนั่งนิ่งครู่หนึ่ง แล้วพูดว่า “ถ้าพ่อกับแม่ปรึกษากับอานีก่อน เราก็รู้ว่าอานีจะตอบอย่างไร ซึ่งแน่นอนว่าอานี จะต้องตอบว่ายังไม่พร้อม ถ้าเช่นนี้แล้วเมื่อไรเล่า ที่อานีจะพร้อม อานีจะมีชีวิตอยู่เช่นนี้อีกนานแค่ไหน ?”
ฉันนิ่งเงียบ แล้วแม่ก็พูดต่อ “ในฐานะผู้ใหญ่ เราก็คาดหวังว่า ลูกซึ่งเรารักและหวงมากๆ นี้ จะต้องมีสามีที่พร้อมจะปกป้องและคุ้มครองชีวิตลูก”
“เราไม่ได้ต้องการจะปล่อยลูกและทิ้งภาระให้กับคนอื่น แต่ลูกต้องเข้าใจว่า นี้คือความรับผิดชอบของพ่อกับแม่ในการหาสามีที่ดีให้กับลูกสาวของตนเอง” เสียงของแม่เต็มไปด้วยความใส่ใจ แต่ฉันยังไม่ยอมเข้าใจและรับรู้ใด ๆ ทั้งสิ้น
“อานี! ” พ่อเรียกชื่อฉัน ด้วยน้ำเสียงอ่อนโยน หลังจากที่เห็นฉันนิ่งเงียบมานาน แล้วพูดว่า“จงมั่นใจเถิดว่า การที่พ่อและแม่ต้องตัดสินใจเช่นนี้ ก็เพื่อสิ่งดีๆ สำหรับตัวของอานี เราหวงอานีเหลือเกิน”
เมื่อไม่เห็นปฏิกิริยาใดๆ จากฉัน แม่ก็พูดตัดบทออกไปว่า “นี้แหวนของเขา จงสวมเถิดลูก” แม่วางกล่องกลมสีแดงเล็กๆ หน้าฉัน แล้วก็เดินออกไป
ชีวิตฉันในตอนนี้ เป็นไปด้วยความสับสนอลหม่าน หลากหลายคำถามเวียนว่ายอยู่ในห้วงคำนึงของฉัน ถ้าฉันตอบตกลงตามการตัดสินใจของพ่อแม่ นั้นก็หมายถึงฉันต้องละทิ้งอนาคตและความฝันของฉันเอง แต่ถ้าฉันปฎิเสธิ ก็ต้องหมายถึงการสร้างความเจ็บช้ำให้กับพ่อแม่ ผู้ซึ่งมีบุญคุณอย่างล้นเหลือต่อชีวิตฉัน ปราศจากท่านทั้งสอง ฉันคงไม่อาจจะมีชีวิตอย่างทุกวันนี้ฉันตกอยู่ในวังวนแห่งความสับสน
ภาวะทางจิตใจของฉันกำลังห้ำหั่นและต่อสู้กันเอง ฉันจะต้องเอาความคิดของตนเองเป็นหลัก คือการปฎิเสธิการแต่งงาน หรือฉันจะต้องตามการตัดสินใจของพ่อแม่ ถ้าฉันเอาตัวเองเป็นหลัก นั้นก็หมายถึงการสร้างความเจ็บช้ำกับพ่อแม่ ถ้าพ่อแม่ช้ำใจกับฉัน ชีวิตฉันต่อไปจะมีบัรกัตอย่างไร ?
กาลเวลาผั่นผ่านไปหลายวัน กับห้วงคำนึงอันอยากที่จะได้บทสรุปที่ลงตัว... เป็นไปได้อย่างไรกันที่ฉันจะตอบรับแต่งงานกับคนที่ฉันยังไม่เคยได้เห็นหน้าค่าตามาก่อน การแต่งงานไม่ไช่การตอบโจทย์ทางคณิตศาสตร์ที่มีสูตรสำเร็จตายตัวอยู่แล้ว
เรื่องของชีวิตคู่ที่จำเป็นที่จะต้องมีความเข้าใจกันระหว่างคนสองคนตลอดทั้งชีวิต ปราศจากความเข้าใจและการโอนอ่อนผ่อนปรนต่อกัน ก็เป็นไปไม่ได้ที่คนทั้งสองชีวิต สองจิตใจ จะมาหลอมรวมเป็นหนึ่งในฐานะสามีภรรยาได้เรื่องของชีวิตครอบครัวหลายต่อหลายคู่ที่ผ่านหูและผ่านตาฉันเป็นจำนวนไม่น้อยที่ต้องจบลงด้วยการแตกแยก ทั้งสองคนประคับประคองชีวิตคู่ได้เพียงแค่ครึ่งทางเท่านั้น หลังจากนั้นครอบครัวก็ต้องล้มสลาย ประดุจเรือที่แล่นผ่านท้องทะเลลึก ต้องเผชิญกับภาวะอากาศและคลื่นลมที่แปรปรวน และในที่สุดเรือก็อับปางลง เศษชิ้นส่วนพังกระจายระเนระนาดปลิ่วว่อนตามแต่คลื่นลมจะพัดพาไป
และถ้ามีลูก ลูกก็ต้องเป็นเหยื่อของสถานการณ์ที่ต้องผจญกับความทุกข์จากการพลัดพราก
“ยาอัลเลาะห์ โปรดช่วยฉันในการตัดสินใจครั้งสำคัญสำหรับชีวิตนี้ จงชี้แนะทางออกสำหรับชีวิตฉันด้วย ขอพระองค์จงอย่าให้ฉันต้องเดียวดายในการตัดสินใจเพื่ออนาคตของชีวิตนี้โอ้อัลเลาะห์ ชีวิตฉันในตอนนี้ต้องเผชิญกับความบีบคั้นอย่างสุดแสนทรมาน ระหว่างความต้องการของฉันเอง กับความประสงค์ของพ่อแม่โอ้อัลเลาะห์ โปรดชี้แนวทางให้กับฉันด้วย....”



















