Wednesday, August 15, 2012

ขออภัย






คุณค่าแห่งมาอัฟในอิดิลฟิตรี

มาอัฟ ซอฮิร และบาติน เป็นคำพูดที่มาคู่กับการต้อนรับอิดิลฟิตรี หรืออาจจะกล่าวได้ว่าวันอีด ดูจะไม่สมประกอบนัก หากไร้ซึ่งการขอมาอัฟ หรืออภัยในซึ่งกันและกัน

การขออภัยโทษในซึ่งกันและกันมีส่วนเกี่ยวโยงกับหลักการศาสนา ท่านศาสดาได้กล่าวว่า แท้จริงแล้วมุมินเมื่อได้พบกันจะต้องให้สลามและจับมือกัน ความผิดพลาดทั้งหลายจากคนทั้งสองก็จะร่วงหล่นเฉกเช่น ใบไม้ที่เหี่ยวแห้งร่วงหล่นจากต้น(รายงานโดยมุสลิม)

ปรัชญาและจิตวิญญาณแห่งเซาวาล
การเริ่มต้นของเดือนเซาวาลด้วยอิดิลฟิตรี อเป็นการเริ่มต้นแห่งความสันติสุข ทั้งในระดับครอบครัว การเชื่อมสัมพันธ์ระหว่างญาติพี่น้อง เพื่อนฝูง ตลอดจนในระหว่างเหล่าชนผู้ศรัทธาทั้งหลาย ไม่ว่าจะผู้ในสถานภาพใดทางสังคม ทุกคนจะร่วมกันต้อนรับอิดิลฟิตรีอย่างอิ่มเอิบ ทุกคนจะจับมือให้สลามต่อกัน และให้คำอวยพรด้วยถ้อยคำที่ดี ตลอดจนการขออภัยโทษในซึ่งกันและกัน

วันอิดิลฟิตรี ถือเป็นจังหวะเวลาที่ดีที่สุดแล้วในการลืมสิ้นซึ่งความขุ่นข้องหมองใจ เพราะไม่มีประโยชน์ใดๆ ที่จะมาถือโทษโกรธเคือง หรือผูกใจเจ็บต่อกัน

สวรรค์เป็นที่พำนักสำหรับบ่าวของอัลเลาะห์ ที่มีความรักใคร่และความเมตตาปราณีต่อกัน ด้วยเหตุนี้จงยื่นมือออกไปเพื่อสลามต่อกัน และขออภัยต่อเขาแม้ว่าในความเป็นจริงเราไม่ใช่คนผิดก็ตาม

ท่านศาสดาฯ ได้กล่าวต่อท่านอุกบะห์ บินอามีรว่า  โอ้ อุกบะห์ท่านอยากจะรู้มารยาทที่ดีที่สุดสำหรับชาวโลกดนยาและคนที่อยู่ในโลกอาคีรัตไหม  มารยาทนั้นก็คือท่านต้องให้อภัยต่อคนที่ได้รังแกท่าน อีกทั้งท่านได้ให้ความช่วยเหลือ หรือบริจาคทรัพย์สิน ต่อคนที่ได้ตัดขาดจากตัวท่าน  และท่านได้เชื่อมความสัมพันธ์ที่ดีต่อคนที่ได้ยุติความสัมพันธ์กับท่าน (รายงานโดยอัลฮากิม ในกีตาบอัลมุสตัดรอก)

คุณค่าของการให้อภัย
การขอมาอัฟไม่ได้หมายถึงการเป็นคนขี้ขลาดตาขาว แต่หมายถึงความยิ่งใหญ่ทางบุคลิกภาพ และกิริยามารยาท ท่านศาสดาได้กล่าวว่า  แท้จริงแล้วเมื่อคนมุมินสองคนได้พบกันและมีการจับมือสลามต่อกันเพื่ออัลเลาะห์ จะไม่มีการร่ำลากันระหว่างคนสองคนเว้นเสียแต่จะได้รับการอภัยโทษในความผิดบาปของเขา โดยอัลเลาะห์  (รายงานโดย อาบู ดาวุด)

ความเป็นพี่น้องกับอิดิลฟิตรี
วันอีดถือเป็นช่วงเวลาที่สำคัญที่สุดในการเชื่อมสัมพันธ์ฉันท์พี่น้องและผูกสัมพันธ์กับญาติมิตร  ท่านอับดุลเลาะห์บิน อับบาสได้กล่าวา จงรักษาวงศ์ตระกูลด้วยการดูแลและใส่ใจในระหว่างเครือญาติ
อิบนูอูมัร ได้ให้คำแนะนำว่า จงทำความรู้จักกับญาติพี่น้อง และจงเชื่อมความสัมพันธ์ในระหว่างกัน

ด้วยเหตูนี้เราทุกคนควรต้องละทิ้งภารกิจและความยุ่งเหยิงต่างๆ ส่วนตัว และหันมาติดต่อพูดคุยไต่ ถามสารทุกข์สุกดิบของพี่น้อง  จงออกไป เยี่ยมเยียม พวกเขาโดยเฉพาะอย่างยิ่งต่อผู้ที่สืบสายโลหิตทั้งฝ่ายบิดาหรือมารดา

ความสำคัญในการดูแลพี่น้อง
การดูแลความพี่น้องมีความสำคัญและสิ่งนี้เป็นคุณสมบัติหนึ่งของชาวสวรรค์ อาบูอายุบ อัลอันซอรี ได้กล่าวว่ามีชายคนหนึ่งได้มาพบกับท่านรอซูลลุลเลาะห์ และได้สอบถามถึงภารกิจที่ทำให้คนหนึ่งสามารถเป็นชาวสวรรค์ และภารกิจที่สามารถทำให้หลีกไกลจากไฟนรก ท่านศาสดาได้กล่าวตอบว่า ท่านต้องภักดีในอัลเลาะห์โดยไม่มีสิ่งใดๆ เป็นภาคี ท่านต้องละหมาด, ท่านต้องจ่ายซะกาตและท่านได้มีการเชื่อมสัมพันธ์ในหมู่พี่น้อง   (รายงานโดยบูคอรีและมุสลิม)

ก้าวสู่ความรัดรึงในคณาญาติ
การเยี่ยมเยียนที่มาพร้อมกับการมอบสิ่งของด้วยความบริสุทธ์ใจ เป็นสิ่งที่สามารถนำมาซึ่งความมั่นคงและรัดรึงอย่างแน่นแฟ้นในหมู่ญาติพี่น้อง การพาของกิน,หรือของใช้รวมทั้งการบริจาคทรัพย์สิน ถือเป็นเครื่องมือสำคัญสำหรับการสร้างความสัมพันธ์ในระหว่างคณาญาติ  ท่านศาสดาได้กล่าวว่า  จงแลกเปลี่ยนของขวัญ หรือการบริจาค แน่นอนว่าท่านจะเป็นที่รักและสลายความเกลียดชังต่อกัน(รายงานโดยบัยฮากี)

            นอกจากนี้ท่านศาสดายังกล่าวอีกว่า  ใครที่สามารถนำามาซึ่งความสุขสันต์ภายในใจของคนในครอบครัว แน่นอนว่าอัลเลาะห์จะนำเขาสู่การเป็นส่วนหนึ่งของชาวสวรรค์ (รายงานโดยฎอบารอนี)

            ในส่วนของการบริจาคเงินให้กับเด็กๆ หรือผู้ยากไร้นั้นขึ้นอยู่กับความสามารถของผู้ให้เป็นสำคัญสิ่งนี้ไม่เกี่ยวข้องกับหลักศาสนาและไม่ถือเป็นความจำเป็นเหมือนกับซะกาตฟิตเราะห์

            แต่การให้เงินเด็กๆ ก็ควรที่จะอยู่ภายใต้การดูแลของผู้ใหญ่ด้วย  เพราะหาไม่แล้วเด็กๆ อาจจะใช้เงินอย่างไม่ถูกต้อง เช่น มีการนำเงินไปซื้อลูกประทัด หรือของเล่นอื่นๆ ที่ไม่จำเป็น เพราะสิ่งที่บริจาคในวันดีๆ ก็ควรที่จะถูกนำไปใช้เพื่อสิ่งที่เป็นความดีงาม

          เริ่มต้นเซาวัลอันมีเกียรติยิ่งนี้ จะเป็นการเริ่มต้นของสิ่งดีงามทั้งหลาย เป็นความสุขสดชื่นสำหรับเรา ไม่เฉพาะแต่วันนี้หากแต่สิ่งนี้จะคงมีอยู่อย่างยั่งยืนตลอดไป....

บันทึกรอมฎอน

ภาพประกอบเท่านั้น


บันทึกชีวิต .......

รอมฎอนแรกของชีวิตในปีที่ผ่านมา เป็นรอมฎอนที่เธอต้องต้อนรับด้วยน้ำตาที่รินไหลออกมาอย่างยากที่จะหยุดยั้ง

เธอ ร้องให้ แต่ไม่ไช่เพราะความหิว แต่ร้องให้เพราะได้ประจักษ์ชัดด้วยตนเองถึงความทุกข์ยากของผู้คน  วันนี้เธอไม่ได้หิวอยู่คนเดียว  แต่ยังมีมนุษย์โลกอีกมากที่อยู่กับความหิว   มนุษย์โลกอีกมากที่ทั้งชีวิตยังไม่เคยได้ลิ้มรสกับความอิ่ม

เธอจึงไม่ได้เดียวดาย หากแต่เธอยังคิดเสมอว่า ความทุกข์ยากของเธอ เป็นเพียงแค่น้อยนิดเท่านั้น เมื่อเทียบกับคนอื่นๆ อีกมากมาย

เธอ ร้องให้ ไม่ไช่เพราะความทุกข์ หากแต่เธอสุขใจจนทำให้น้ำตาปริ่มออกมา เมื่อได้ตระหนักว่า ด้วยฮิดายะห์ที่เธอได้รับมา ช่างประเสริฐและยิ่งใหญ่เหลือเกิน

เธอร้องให้ เพราะด้วยฮิดายะห์นี้ ทำให้เธอรู้ว่า อิสลามได้สอนให้ผู้มีศรัทธาทุกคน จะต้องพบกับความหิว และด้วยความหิวนี้  ทำให้เราได้เข้าใจในมนุษย์โลกมากขึ้น โดยเฉพาะต่อผู้ยากไร้

และ ก็เช่นเดียวกับรอมฎอนในปีนี้ เธอยังคงต้อนรับด้วยน้ำตาอีกเช่นเดิม ซึ่งไม่ไช่แค่เพราะความตระหนักในความทุกข์ยากของเพื่อนมนุษย์เท่านั้น  หากแต่เธอวิตกกังวลอีกทั้งกลัวว่าอีบาดะห์ที่เธอได้ทำไปจะไม่สมบูรณ์

เธอร้องให้ ด้วยกลัวว่าความผิดบาปทั้งหลาย จะไม่ได้รับการอภัยโทษจากพระองค์

เธอร้องให้ เพราะด้วยการกียามุลลัยล์ และอีบาดะห์ซุนนะห์ทั้งหลายยังคงบกพร่อง

เธอร้องให้ เพราะยังคงมิอาจอ่านอัลกุรอานได้อย่างคล่องแคล่ว เหมือนกับหลายๆ คน

เธอร้องให้ ด้วยความห่วงหายิ่งนักกับรอมฎอนที่กำลังจะจากไปใน 2 – 3 วันนี้แล้ว

เธอคิดเสมอว่า  “จะมีโอกาสได้สัมผัสกับรอมฎอนอันประเสริฐยิ่งนี้ ในรอมฎอนครั้งหน้าอีกไหม ?”

น้ำตารอมฎอนของเธออาอีซะห์ ถือเป็นน้ำตาจากความตักวาและความภักดียิ่งแด่อัลเลาะห์ตะอาลา

น้ำตาของผู้ปรารถนาจะได้ใกล้ชิดกับพระผู้อภิบาล ผู้เต็มไปด้วยความรัก และความเมตตาปราณียิ่งเสมอมา

Tuesday, August 14, 2012

ชะกาต บทบาทกับสิ่งที่เป็นไป (1)


 ภาพประกอบเท่านั้น







  สิ่งที่ควรรู้เกี่ยวกับซะกาตฟิตเราะห์

                 มุสลิมทุกคนควรตระหนักในการจ่ายเงินหรือสิ่งจำเป็นต่อการดำรงชีวิตให้กับผู้อื่น  สิ่งนี้มุสลิมส่วนใหญ่รู้   แต่ในการปฏิบัติทุกวันนี้เป็นอย่างไร  สอดคล้องกับเจตนารมณ์ของหลักการหรือไม่  คือสิ่งที่ต้องมาใคร่ครวญกัน อย่างน้อยก็ดังโจทย์ต่อไปนี้

โจทย์ที่  1  ซะกาตฟิฎเราะห์คืออะไร  และใครบ้างที่ต้องจ่าย
            ซะกาตด้านภาษาบ่งชี้ถึง การเจริญเติบโต งอกเงย เพิ่มพูน ขัดเกลาให้สะอาด และความประเสริฐ
                                                                                                                                                                                                                                                                                    
            ส่วนคำว่า ฟิฏรฺ หรือฟิฏเราะฮฺ ด้านภาษาหมายถึง การเปิดสิ่งใดสิ่งหนึ่ง หรือทำให้แตกและแยกออก        

ซะกาตฟิฏเราะฮฺ หมายถึง การบริจาคทานที่ถูกกำหนดให้มุสลิมทุกคนต้องจ่าย เนื่องจากการสิ้นสุดของการถือศีลอดในเดือนรอมฎอน เพื่อเป็นการขัดเกลาผู้ถือศีลอดให้สะอาดบริสุทธิ์จากความหลงลืมและการพูดที่โสมม


              ในอีกความหมายหนึ่ง ซะกาตฟิฏเราะฮฺ คือซะกาตแห่งตัวตนหรือซะกาตแห่งชีวิต  เพราะมุสลิมทุกคนต้องจ่าย  ทั้งชาย-หญิง  ทั้งเด็กแรกเกิดจนถึงคนแก่เฒ่า  หรือแม้แต่คนสติไม่สมประกอบ

             อาบีฮูรัยเราะห์ ได้กล่าว  ความว่า  ท่านศาสดาได้วายิบ  (บังคับ) ให้จ่ายซะกาตฟิฎเราะห์  ในเดือนรอมฎอนทั้งในหมู่ผู้เป็นไท เป็นทาส ทั้งผู้ชาย ผู้หญิง  เด็กแรกเกิด คนแก่ คนรวยและคนจน ในบรรดาผู้ศรัทธาทั้งหลาย( อะห์มัด, บุคอรี และมุสลิม )

            ผู้ปกครอง/ คนที่อยู่ภายใต้การดูแลของเขา เป็นคนจ่าย  

           ท่านศาสดากล่าวว่า  จงจ่ายซะกาตฟิฏเราะฮฺ จากทุกคนที่เป็นผู้รับผิดชอบของท่านทั้งหลาย (บัยฮากี)

โจทย์ที่  2  ลูกบุญธรรม เด็กกำพร้า  ลูกเลี้ยง  ใครจ่ายให้  ?

              เป็นภาระและความรับผิดชอบของผู้ปกครอง / ผู้ดูแล ในที่นี้ก็หมายถึงญาติทางสายเลือด  หรือผู้รับผิดชอบโดยตรงต่อเด็ก ๆ  เหล่านั้น  ซึ่งก็คือ พ่อ ปู ลุง .

             กรณีลูกบุญธรรมที่ไม่พบญาติทางสายเลือด  ผู้รับผิดชอบในการเลี้ยงดู ซึ่งก็คือพ่อบุญธรรมที่จะต้องจ่ายให้

            กรณีเด็กกำพร้า  ถ้าไม่มีหรือไม่พบญาติทางสายเลือด  ผู้ดูแลก็ต้องรับภาระในการจ่ายให้  เช่น เดียวกับกรณีลูกเลี้ยง ถ้าไม่ปรากฏญาติทางสายเลือด พ่อเลี้ยงก็ต้องรับภาระในการจ่ายให้

                กรณีเด็กสามารถหารายได้ ได้ด้วยตัวเอง ก็ควรส่งเสริมให้เด็กได้ฝึกในการจ่าย  แต่ภาระที่แท้จริงก็ยังเป็นของผู้ปกครอง  หรือผู้เป็นญาติเหนือขึ้นไปทางสายเลือด

โจทย์ที่ 3  ลูกสาวที่ทำงานมีรายได้ของตนเองยังคงเป็นภาระของผู้ปกครองหรือไม่  ?

                คนที่สามารถทำงานหาเงินได้ด้วยตัวเองไม่ว่าจะเป็นผู้หญิงหรือผู้ชาย  เขาก็ควรจ่ายซะกาตเอง  และสามารถจ่ายซะกาตเพื่อพ่อแม่ได้ด้วย  ทั้งนี้ก็ต้องบอกให้พ่อแม่ได้รู้ด้วย

โจทย์ที่  4  ต้องจ่ายซะกาตเวลาไหน
              เริ่มต้นรอมฎอนก็สามารถจ่ายซะกาตได้  ดังที่ฮาดิษจากอูมัรที่ได้กล่าวว่า  ท่านศาสดาได้บังคับให้จ่ายซะกาตในเดือนรอมฎอน

                อย่างไรก็ตามก็มีข้อขัดแย้งทางความคิดของเหล่าผู้รู้ที่เกี่ยวกับเวลาที่วาญิบ อีหม่ามซาฟิอี  และ อีหม่ามมาลิก  เห็นว่า  เวลาที่ต้องจ่ายก็คือ  เวลาแสงอาทิตย์สุดท้ายของเดือนรอมฎอนได้สิ้นสุดลง  ในขณะที่อีหม่ามฮานีฟะห์ เห็นว่า  บังคับให้ต้องจ่ายหลังจากที่แสงแรกของเดือนเซาวาลได้ออกมา
   
                แต่เพื่อง่ายในการปฏิบัติ  นักการศาสนาส่วนหนึ่งได้แบ่งเวลาดังนี้
1.       สามารถจ่ายได้ทันทีหลังเข้าสู่รอมฎอน
2.       เวลาที่ดีที่สุดก็คือก่อนละหมาดอีดิลฟิฎรี
         3.  ไม่อนุญาตให้จ่ายซะกาตฟิฎเราะห์หลังจากเลยเวลาที่ถูกกำหนดไว้ หรือหลังจากละหมาดอีดเสร็จเรียบร้อยแล้ว ดังนั้น ผู้ใดจ่ายซะกาตฟิฏเราะฮฺ หลังละหมาดอีด จะถือว่าซะกาตที่ได้จ่ายไปนั้นเป็นซะกาตทั่วๆไป ไม่ใช่ซะกาตฟิฏเราะฮฺ         
                       
โจทย์ที่  5  ถ้าลืมจ่ายล่ะจะต้องทำไง  ?
             การจ่ายซะกาตเป็นภาระสำคัญของมุสลิม  ในการรับผิดชอบต่อสังคม ซึ่งไม่ควรที่จะลืม  ผู้ที่ลืมมักจะเกิดจากการถ่วงเวลารอจ่ายในช่วงท้าย ๆ  ซึ่งก็มีผู้บอกว่าเป็นช่วงที่ดีที่สุด  ได้บุญมากที่สุด  ผมเห็นว่าการได้บุญ จะมากหรือน้อยเป็นเรื่องของอัลเลาะห์  ส่วนที่เป็นเรื่องของเราก็คือต้องจ่ายตามช่วง เวลาที่กำหนด

                คนที่ลืมเมื่อนึกขึ้นได้ก็ต้องรีบหาคนที่มีสิทธิรับและจ่ายให้ทันที  พร้อมทั้งขอเตาบัต  (ขอลุแก่โทษ ) พร้อมตั้งจิตให้มั่นว่าจะไม่ลงลืมกับภาระเช่นนี้อีก

โจทย์ที่  6  ถือศีลอดไม่ขาดแต่ไม่ยอมจ่ายซะกาต

               การถือศีลอดเป็นสิ่งที่ต้องทำ  (วาญิบ)  การจ่ายซะกาตเป็นสิ่งที่ต้องจ่ายเช่นกัน การละเลยสิ่งใดสิ่งหนึ่งถือเป็นบาป

                อิบนูอูมัรได้กล่าวว่า  ท่านศาสดาได้สั่งให้เราจ่ายซะกาตฟิฏเราะฮฺ ก่อนที่ผู้คนจะออกมาละหมาด อีดิลฟิฎรี  (บูคอรีและมุสลิม)

                เหล่าผู้รู้ได้ให้ความเห็นว่าคนที่ตั้งใจไม่จ่าย   และไม่ถือเป็นวาญิบสำหรับตนเองเขาอาจจะตกอยู่ในฐานะกูฟูร / สิ้นสภาพ

โจทย์ที่    7     คนยากจนต้องจ่ายซะกาตด้วยหรือ  ?

              ซะกาตฟิฏเราะฮฺ ถูกบังคับสำหรับมุสลิมทุกคนไม่ว่าเขาจะอยู่ในฐานะใด  ภายใต้เงื่อนไขที่ว่าเขาต้องมีอาหารเพียงพอในการรับประทานนับจากคืนอีด  (1 เชาวัล)  จนถึงสิ้นวันอีด   คนที่อยู่นอกเงื่อนไขนี้จะต้องจ่ายทุกคน

                แต่ก็มีบางทัศนะเห็นว่าคนยากจนที่ดำรงชีวิตอยู่ได้ก็ด้วยเงินซะกาต  เขาไม่ต้องรับภาระในการจ่ายอีก  เพราะเงินที่เขามีก็เงินซะกาตนั้นเอง

โจทย์ที่  8  จ่ายซะกาตฟิฏเราะฮฺ ด้วยเงินหรือด้วยข้าวสาร ?
                แต่เดิมซะกาตฟิฏเราะฮฺ คือการจ่ายด้วยอาหารหลัก  แต่ก็มีทัศนะบอกว่าจ่ายแทนด้วยเงินก็ได้  การจ่ายด้วยเงินก็เป็นการตัดสินใจของอูมัร อับดุลอาซิซ  ท่านได้บอกว่าการจ่ายซะกาตฟิฏเราะฮฺ สามารถทดแทนได้ด้วยสิ่งมีค่า  (เงิน)  ทุกวันนี้เงินถูกใช้เพื่อชำระหนี้ /เพื่อการแลกเปลี่ยน  อาหาร/ สิ่งของ  เงินจึงถือว่าสมควร

อย่างไรก็ตาม อุละมาอ์ส่วนใหญ่ (มัซฮับมาลิกีย์ ชาฟิอีย์ และฮัมบาลีย์)    ไม่อนุญาตให้จ่ายซะกาตฟิฏเราะฮฺ ด้วยเงินแทนอาหาร และผู้ใดจ่ายซะกาตฟิฏเราะฮฺ ด้วยเงิน ซะกาตฟิฏเราะฮฺ ของเขาจะไม่ถูกรับ เพราะไม่มีหลักฐานบ่งชี้ถึงการอนุญาต  
            ส่วนมัซฮับหะนะฟีย์ มีทัศนะว่าอนุญาตให้จ่ายซะกาตฟิฏเราะฮฺ ด้วยเงิน

โจมย์ที่   9  ถ้าไม่จ่ายซะกาตฟิฏเราะฮฺ ผลบุญจากการถือศีลอดถูกแขวน ?

               ท่านศาสดาได้กล่าวว่า  ศาสนกิจในเดือนรอมฎอน ถูกผูกไว้ระหว่างชั้นดินกับแผ่นฟ้า  และจะไม่ถูกนำไปสู่อัลเลาะห์  เว้นเสียแต่ด้วยซะกาตฟิฏเราะฮฺ ( อิบนูอาซากีร)

                แต่เหล่านักฮาดิษได้แสดงความกังขาต่อความถูกต้องของฮาดิษนี้  และแย้งกับฮาดิษอื่นที่ได้กำหนดอีบาดะห์เฉพาะต่าง    สำหรับเดือนรอมฎอน ผมเห็นว่าอีบาดะห์อะไรก็แล้วแต่เมื่อได้ถูกกระทำอย่างสมบูรณ์และครบถ้วน   ก็เป็นสิทธิของอัลเลาะห์ที่จะตอบรับหรือไม่  ?

โจทย์ที่   10  ซะกาตฟิฏเราะฮฺ ต้องจ่ายให้คนยากจนเท่านั้นหรือ
                เป็นความแตกต่างทางความคิด    (คิลาฟ)  บ้างก็เห็นว่าเฉพาะสำหรับคนยากจนคนอนาถา  (ฟากิร /มิสกิน ) แต่อีกส่วนก็เห็นว่าผู้มีสิทธิรับซะกาตทั้งแปดประเภทก็มีสิทธิรับซะกาตฟิฏเราะฮฺ เช่นกัน

                นอกจากนี้ก็ยังมีความเห็นว่า  สามารถจ่ายซะกาตฟิฏเราะฮฺ ให้กับคนต่างศาสนิกก็ได้  (ที่อยู่ภายใต้การปกครองของอิสลาม)  ในกรณีที่คนต่างศาสนิกนั้นมีฐานะยากจน

โจทย์ที่  11   จ่ายซะกาตฟิตเราะห์แทนที่ลูกจ้างที่ทำงานในบ้านเราได้หรือไม่

               ลูกจ้างไม่ใช่ภาระโดยตรงที่ต้องรับผิดชอบในการเลี้ยงดู  ลูกจ้างคือคนทำงานที่ได้ค่าจ้าง  ลูกจ้างต้องจ่ายซะกาตฟิฏเราะฮฺ ของตนเอง

              แต่ถ้านายจ้างประสงค์ที่จะจ่ายให้ก็ไม่ผิดแต่เพียงต้องบอกให้ทราบ  และต้องได้รับอนุญาตด้วย  เพราะไม่ใช่สิทธิของนายจ้างโดยตรง

โจทย์ที่  12    ลูกที่เกิดในคืนอีดิลฟิฎรีต้องจ่ายไหม่
              ไม่ต้องเพราะวันอีดหรือกลางคืนถือว่าสิ้นสุดรอมฎอนแล้ว

โจทย์ที่  13  หญิงตั้งท้องที่ครบกำหนดคลอดแล้ว แต่ยังไม่คลอดจนล่วงเลยวันที่  1  เชาวัล
               ในหนังสือ  ฮูกุมซะกาตของ    ดร. ยุชุฟ  ฎอร์ฎอวีย์  สรุปว่าไม่ต้องจ่ายเพระอิสลามไม่ได้สร้างภาระใดต่อลูกที่ยังอยู่ในท้องของมารดา

โจทย์ที่  14  ซะกาตฟิตเราะห์กับซะกาตทรัพย์สินจ่ายในช่วงเวลาเดียวกัน
                    ไม่ผิดใดๆ  หากแต่เป็นสิ่งที่ส่งเสริมควรกระทำอย่างยิ่ง  มีอาดิษรายงานจาก  อิบนู คูชัยมะห์  จากชัลมาล อัลฟารีชี ระบุว่า  ทุกอามัลทุกชนิดในเดือนรอมฎอน  จะได้รับผลตอบแทนถึง  70  เท่า


โจทย์ที่  15  ทำไหมบางคนต้องจ่ายซะกาตไม่เหมือนหรือไม่เท่ากับคนอื่น ๆ
                คนที่ใส่ใจและระมัดระวังในการประกอบภารกิจทางศาสนา  เขาจะคำนึงถึงความถูกต้องเป็นหลัก   ราคาข้าวสารแต่ละที่  หรือที่แต่ละคนได้บริโภคอาจต่างกัน  คนที่คำนึงถึงความถูกต้องที่สุด ย่อมคิดอย่างรอบคอบก่อนที่จะจ่ายไปจ่ายเท่าใด หรือจ่ายให้ใคร

คุณค่าแห่งซะกาตฟิตเราะห์
                ในทุกภาระกิจที่เราต้องทำถ้าสิ่งนั้นเป็นข้อบัญญัติ  ย่อมเป็นสิ่งที่มีคุณค่าเฉกเช่นเดียวกับการจ่ายซะกาตฟิฏเราะฮฺ อย่างน้อยก็   5  ด้านต่อไปนี้

1.    เป็นการสร้างความอิ่มเอิบใจ  ให้กับผู้รับโดยเฉพาะต่อคนยากจนที่เราต้องใส่ใจเขาเป็นพิเศษ  ความสุขของเขาอาจพบได้ยากมากในชีวิต  สิ่งนี้ก็เป็นส่วนหนึ่งที่ทำให้เขามีความสุขใจได้ อย่างน้อย    ก็ในวันสำคัญนี้

2.    สร้างความบริสุทธิ์ต่อทรัพย์สินเฉกเช่นเดียวกับการถือศีลอดที่ผ่านมา ถ้าทำอย่างที่ถูกต้องย่อมเป็นการสร้างความบริสุทธิ์ทั้งทางร่างกายและจิตใจ  โดยเฉพาะในทางศาสนา  การสร้างความบริสุทธิ์ในทางทรัพย์สินก็โดยการจ่ายให้กับผู้ที่ควรรับ เป็นการลดความรู้สึกหวงแหน ความตระหนี่ถี่เหนี่ยว  ความรู้สึกที่มุ่งแก่ได้  ทดแทนด้วยความรัก ความอ่อนน้อมถ่อมตนที่เหล่าผู้ศรัทธาต้องมีให้กับเพื่อนมนุษย์

3.     เป็นการชำระล้างคนที่ถือศีลอด  จากความผิดบาป  อิบนุอับบาสได้กล่าวว่า   ท่านศาสดาได้วายิบในการจ่ายซะกาตฟิฏเราะฮฺ เพื่อเป็นการชำระล้างคนที่ถือศิลอดจากคำพูดที่สูญเปล่า  และคำพูดที่ไม่ดี  พร้อมทั้งการให้อาหารต่อผู้ยากไร้  (อาบูดาวุด )

4.     บ่งชี้ต่อระดับความศรัทธาต่อพระเจ้าเพราะถ้าเขาพร้อมที่จะถือศิลอด แต่ ละเลยหรือไม่ใส่ใจต่อการจ่ายซะกาตย่อมแสดงถึงความศรัทธาที่ยังเปราะบาง

5.     การจ่ายซะกาตถือเป็นจุดสุดยอดสำหรับภารกิจในเดือนรอมฎอน  ด้วยการแบ่งปันทรัพย์สินส่วนหนึ่งให้กับผู้อื่น  ถ้าเงินเพียงเล็กน้อยเขาไม่อาจจะจ่ายให้กับผู้อื่น  แล้วจะมีอะไรอีกเล่าที่สามารถจะแบ่งปันให้พี่น้องร่วมสังคมนี้ได้
     

Tuesday, August 07, 2012

แม่ - Ibu - أمي




ฉันขอขับขานลำนำเพลงนี้เพื่อแม่
แม่อยู่ในหัวใจฉันตลอดเวลา
ไม่มีแม่ ก็ไม่มีฉัน

ฉันไม่เคยลืมที่จะขออธิษฐานให้กับแม่
แม่คือความฝัน คือความหวัง คือทุกอย่างสำหรับฉัน
ไม่มีแม่ ฉันก็อยู่ไม่ได้

แม่คือแสงสว่างในใจฉัน
คือประทีบนำทางฉัน
แม่คือชีวิต และทุกอย่างของฉัน

สวรรค์ ณ ใต้เท้าแม่
ความโปรดปรานจากพระเจ้า คือความรักจากแม่
นี่คือสิ่งที่ศาสดาได้บอกกับเรา
ไม่มีแม่ ชีวิตฉันก็ไร้สิ้นทุกอย่าง

Friday, August 03, 2012


รอมฎอน  ว่าด้วยเรื่องสังคมและเศรษฐกิจ



มนุษย์ คือ หนึ่งในที่ถูกสร้าง (มัคลุค) ที่มีนิสัยโน้มนำไปทางการละเมิดขอบเขต ยิ่งสิ่งที่สอดรับกับอารมณ์นัฟซู   และถ้าไม่ถูกควบคุมด้วยทางแห่งศาสนา และ ศีลธรรมอันดีงาม มนุษย์ก็ไม่ต่างอะไรกับสัตว์

ด้วยเหตุนี้รอมฎอนจึงเป็นเดือนแห่งเกียติยศของมุสลิม  เดือนที่เราสามารถตักตวงผลบุญแห่งอีบาดะห์เป็นทวีคูณซึ่งในทุกอีบาดะห์จะผ่านไปได้ก็ด้วยการอดทน และสู้กับอารมณ์นัฟซูอย่างยิ่งใหญ่

รอมฏอนจึงเป็นเดือนแห่งการอบรมขัดเกลาจิตใจมุสลิม ให้อยู่ภายใต้ขอบเขตของหลักการศาสนาอีกทั้งการคำนึงถึงความรู้สึกของมนุษย์ผู้อื่น

รอมฎอนจึงไม่ใช่ช่วงเวลาแห่งการสร้างความใกล้ชิดกับผู้สร้าง(คอลิก)หากแต่เป็นช่วงเวลาแห่งความผูกพันรัดรึงแน่นแฟ้น ระหว่างมัคลุคด้วยกัน ทั้งในทางสังคมและเศรษฐกิจ

รอมฎอนจึงถือเป็นช่วงเวลาแห่งการยกระดับคุณภาพชีวิต มาตรฐานทางศีลธรรม การสร้างสังคมแห่งความเกื้อกูล การมีช่องว่างทางเศรษฐกิจที่แคบลง และชีวิตคนมีศักดิ์ศรีที่เท่าเทียมกัน

แต่โชคร้ายเมื่อรอมฏอนถูกใช้เพื่อการปฏิสัมพันธ์กับผู้เป็นคอลิกแค่ส่วนหนึ่ง  ในขณะที่ระหว่างเพื่อนมนุษย์ด้วยกันกลับเป็นไปอย่างเบาบาง

หนึ่งในพฤติกรรมที่ต้องใคร่ครวญอย่างมากก็คือ พฤติกรรมในด้านการบริโภคและการจับจ่ายใช้สอย ที่บ่อยครั้งล่วงเลยขอบเขตของความพอดีและความฟุ่มเฟือย  ทั้งๆ ที่เดือนนี้คือช่วงแห่งการขัดเกลาจิตใจมุสลิม ให้เป็นมนุษย์แห่งกอนาอะห์ หรือความพอเพียง มีการใช้สอยอย่างประหยัด ทรัพยากรถูกใช้อย่างมีประสิทธิภาพ แต่ข้อเท็จจริงในสังคมมุสลิม ทุกวันนี้กลับเป็นตรงกันข้ามกัน
               
ยิ่งน่าเศร้าใจไปอีกเมื่อมีบางส่วนถือว่าเดือนรอมฎอน คือช่วงแห่งเทศกาลความรื่นเริงมีความสุขและสนุกสนานกับการ ช็อปปิ้งจับจ่ายใช้สอยอย่างไม่ต้องคิด ทั้งที่เป็นอาหาร เครื่องแต่งกาย ของประดับ ฯลฯ
                       
วัฒนธรรมแห่งการซื้อทวีความเข้มข้นมากขึ้นยิ่งในช่วง 10 วันสุดท้ายของรอมฎอน ทั้งที่เป็นช่วงที่ต้องรีบเร่งการทำอีบาดะห์ ทำความดีและการบริจาคทาน แต่เวลาในช่วงนี้ทั้งหมดถูกใช้เพื่อการเดินตลาด ซื้อเครื่องแต่งกาย ของใช้ใหม่ๆ ประดับประดาบ้านเพื่อต้อนรับอีดิลฟิตรี

ไม่มีข้อห้ามทางศาสนาในการซื้อของใช้และอุปกรณ์ใหม่ๆ ทั้งสำหรับครอบครัวและสำหรับตนเอง หากแต่ยังส่งเสริมให้แต่งกายด้วยชุดที่ดี และดูสวยงามในวันอิดิลฟิตรี

ท่านญาบีรได้กล่าว  ท่านศาสดาจะแต่งกายในชุดที่ดีทีสุด นั้นคือ ชุดญูบะห์ ซึ่งท่านจะแต่งเฉพาะสำหรับวันอิดิลฟิตรี และวันศุกร์

แต่สิ่งที่มุสลิมต้องใส่ใจก็คือการหวนกลับสู่ค่านิยมตามแนวทางแห่งระบบเศรษฐกิจอิสลามอย่างแท้จริง หนึ่งในแนวคิดนั้นก็คือการยึดสายกลางและความพอดี พอเพียง

การยึดสายกลางถือเป็นส่วนประกอบสำคัญของอีบาดุลเราะห์มาน(บ่าวของพระเจ้า)  ที่จะได้รับผลตอบแทนอย่างอเนกอนันต์ในอาคีรัต ดังที่อัลเลาะห์ได้กล่าวไว้ในอัลกรุ-อาน

 
ความว่า  และบรรดาผู้ที่เมื่อพวกเขาใช้จ่าย พวกเขาก็ไม่สุรุ่ยสุร่าย และไม่ตระหนี่ (คือพวกเขามิได้เป็นคนสุรุ่ยสุร่ายในการใช้จ่าย เพื่อการกินการดื่มและการแต่งกาย และมิได้เป็นคนบกพร่องและหวงแหนจนกระทั่งกลายเป็นคนตระหนี่ ) และระหว่างทั้งสองสภาพนั้น พวกเขาอยู่สายกลาง  (อัลฟุรกอน  : 67)

อิบนูกาษิร ได้ให้คำอธิบายกับอายะห์ข้างต้นว่า คนที่อัลเลาะห์อ้างถึงในอายะห์นี้หมายถึงคนที่ไม่ใช้จ่ายฟุ่มเฟือยหรือเกินความจำเป็น แต่ในขณะเดียวกันเขาก็ไม่มัธยัสถ์  หรือตระหนี่ถี่เหนียวมากจนเกินปกติ ทั้งสำหรับครอบครัว เพื่อนบ้าน และต่อคนยากจนทั้งหลาย
               
ความเป็นอิบาดุลเราะห์มาน ก็คือคนที่มีความยุติธรรมและคนที่ดี มีชีวิตอยู่บนพื้นฐานของความพอดีและยึดสายกลาง สามารถหลีกพ้นจากความฟุ่มเฟือยในการบริโภค และความตระหนี่ถี่เหนียว

การจับจ่ายใช้สอย อย่างเป็นระบบและถูกต้องก็เป็นส่วนหนึ่งที่ชี้ถึงความเป็นมุสลิมที่สมบูรณ์ ที่ปฏิบัติตามหลักการศาสนาอย่างเคร่งครัด

รอมฎอนนี้จึงเป็นช่วงเวลาอันเหมาะสมที่สุดแล้วที่เราจะนำมาเป็นจุดเริ่มต้นในการจัดระเบียบการใช้จ่ายในครอบครัว  และการจัดสรรรายได้ส่วนหนึ่งทั้งเพื่อเป็นซะกาตหรือซอดาเกาะห์ ทั้งนี้เพื่อให้ทั้งความฟุ่มเฟือยและความตระหนี่ ถี่เหนียวที่มีในตัวตนถูกสลายไป คงเหลือแต่เพียงประชาชาติแห่งวาซอตียะห์หรือประชาชาติสายกลาง


รอมฎอน :  ข้อควรปฎิบัตทางศาสนา กับข้อเท็จจริงที่เป็นไป




รอมฎอนแห่งความจำเริญยิ่งนี้ ได้ก้าวมากว่าครึ่งทางแล้ว ในหลายๆ พื้นที่ของชุมชนมุสลิม เราได้เห็นบรรยากาศใหม่ ที่ไม่เหมือนกับในช่วงเวลาอื่นๆ

เราได้เห็นทั้งบรรยากาศของความตักวา หรือการแสดงถึงความภักดียิ่งต่อพระผู้อภิบาล แต่ก็มีไม่น้อยอีกเช่นเดียวกัน ที่รอมฎอนเป็นแต่เพียง เทศกาลประจำปี   ที่แวะเวียนมาให้เราได้ร่วมงานนี้กันอีกครั้งหนึ่ง เท่านั้นเอง

มุสลิมผู้ศรัทธาจะต้องเข้าใจให้ได้อย่างลึกซึ้ง ถึงหลักคำสอนที่แฝงมากับรอมฎอน ทั้งที่มีระบุไว้ในอัลกุรอาน และจากหลักปฎิบัติของท่านศาสดา  และอย่าให้เป็นเพียงแค่เทศกาลแห่งปีเท่านั้น 

มีหลายอย่างที่เราต้องใส่ใจ และมีบางอย่างที่ควรหลีกห่าง เพื่อไม่ให้รอมฎอนอันบัรกัตยิ่งนี้ประหนึ่งคือประเพณีที่เราปฏิบัติสืบทอดกันมา  ดังนี้

1. การจำกัดขอบเขตของรอมฎอน แค่เพียงการอดด้วยปากจากการกินและดื่มในเวลากลางวัน  ในขณะที่อวัยวะส่วนอื่น ไม่ว่าจะเป็นตา ลิ้น หู ฯลฯ  ก็ยังคงไม่ละเว้นจากการกระทำในสิ่งที่เป็นความผิดบาป

ท่านศาสดาได้กล่าวว่า ใครที่ไม่ได้ละเว้นจากคำกล่าวร้าย และการกระทำที่ไม่ดี ทั้งทีเขาได้ถือศีลอด เขาจะไม่ได้รับสิ่งใด ๆ จากอัลเลาะห์ (ถูกตัดขาดจากผลบุญ )  ถึงแม้ว่าเขาจะอดทั้งอาหารและเครื่องดื่ม  (รายงานโดยบูคอรี)

2. อดในตอนกลางวัน แต่กลางคืนยังคงมีพฤติกรรมที่เป็นข้อห้ามทางศาสนา  ทั้งการนินทาเพื่อนมนุษย์ ยังคงสูบบุหรี่ หรือสิ่งที่เป็นหะรอม ตายังคงมองในสิ่งที่เป็นข้อห้าม

3. มีการจัดเตรียมอาหารการกินที่ล่วงเลยขอบเขตปกติ จนถึงขั้นฟุ่มเฟือย อัลเลาะห์ได้กล่าวว่า  แท้จริงแล้วคนที่ฟุ่มเฟือยนั้นเป็นพี่น้องกับซัยฎอน  (อัลอิสรออฺ  27)

4. มีการกินอาหารในช่วงละศีลอดเป็นจำนวนมาก จนร่างกายอ่อนเพลียมิอาจจะทำอีบาดะห์ ในตอนกลางคืนได้อย่างเต็มที่

5. ไม่ใส่ใจกับอีบาดะห์ซุนัตทั้งตารอแวะห์ หรือการละหมาดในยามค่ำคืน

6. มีการละหมาดตารอแวะห์ที่เกิดจากการชักนำหรือเชื่อในฮะดิษปลอม ซึ่งมีอยู่มากมาย เช่นบอกว่า การละหมาดตารอแวะห์ในบางคืนจะได้ผลบุญเท่ากับอีบาดะห์ของนบีอิบรอฮีม ฯลฯ

7. เวลาที่ควรใช้เพื่อการละหมาดตารอแวะห์ แต่เรากลับใช้เวลานั้นเพื่อความบันเทิง หรือเพื่อภารกิจอื่นๆ ที่เป็นเป้าหมายเพื่อความสุขทางดนยา

8. ขี้เกียจทำงาน และไม่ยอมสร้างผลผลิต  (Productive)  ใด ๆ ในช่วงถือศีลอด ด้วยเหตุผลเพียงแค่เหนื่อยหรือไม่มีแรง ซึ่งแย้งกับหลักปฏิบัติของท่านศาสดา

9. ขี้เกียจอ่านอัลกุรอานหรืออ่านเพียงแค่ซูเราะห์ใดซูเราะห์หนึ่งเท่านั้น  มุสลิมผู้ศรัทธาจะต้องพยายามอ่านกุรอานให้จบทั้งเล่ม   ท่านศาสดาจะใช้เวลาในเดือนนี้เพื่อการศึกษาอัลกุรอานกับญิบรีล

10. ขี้เกียจขอดุอาอ ทั้งๆ ที่ท่านศาสดาได้บอกกับเราว่า การดุอาอของผู้ที่ถือศีลอดนั้นจะถูกตอบรับจาก  อัลเลาะห์  (ความหมายของฮาดิษรายงานโดยอิบนูมาญะห์)

11. ละทิ้งโอกาสทองในช่วง 10 วันสุดท้ายของรอมฎอน  และน่าเสียดายที่บางคนได้ใช้เวลาเช่นนี้เพื่อตระเตรียมรับงานอีดิลฟิฎรี

12. ไม่ได้รู้สึกเสียใจใด ๆ กับรอมฎอนที่กำลังจะจากเราไปอีกแล้ว และไม่ได้ห่วงพะวงใด ๆ ว่าเราจะมีโอกาสเข้าสู่รอมฎอนใน 1 ปี ข้างหน้าอีกไหม ?

13. มีความเชื่อผิดๆ ว่าวิญญาณผู้เสียชีวิตจะกลับมาในเดือนรอมฎอน ความเชื่อเช่นนี้แย้งกับหลักการของอาลัมบัรซัค   (ลองศึกษาอัลกุรอานซูเราะห์อัลมุมีนูน อายะห์ที่  99 100)

14. บางคนถือศีลอดไม่เคยขาด แต่ไม่ค่อยจะละหมาด หรือละหมาดตามความสะดวกในบางวักตูเท่านั้น  ท่านศาสดากล่าวว่า  ข้อแตกต่างระหว่างมุสลิมกับมุซริกและกูฟูรก็คือ คนที่ละทิ้งการละหมาด (รายงานโดยมุสลิม)  
           
อูลามาอฺในยุคก่อนๆ ถือว่าการละทิ้งละหมาดโดยเจตนาถือเป็นกูฟูร  เพราะฉนั้นการถือศีลอดของคนกูฟูร จะไม่ถูกยอมรับจากอัลเลาะห์

15. มีการทำลายผลบุญของการถือศีลอดของเดือนนี้ โดยการจัดกิจกรรมหรือการละเล่นที่เลยเถิดจากคำสอนของอิสลามในวันอีดิลฟิฎรี จนถึงขั้นเป็นมุอฺซียัต

ทั้ง 15 ข้อข้างต้น เป็นแต่เพียงแค่บางส่วนของความบกพร่องที่เกิดขึ้นในเดือนรอมฎอน  และจากความบกพร่องเหล่านี้ทำให้คุณค่าของรอมฎอนที่เปี่ยมด้วยบัรกัตนี้ถูกทำลายลงไปอย่างน่าเสียดาย

ท่านศาสดาได้กล่าวว่า  ใครที่ถือศียาม (ศีลอด)ในเดือนรอมฎอนนี้ ด้วยความศรัทธาอย่างแน่วแน่ และหวังความโปรดปรานจากอัลเลาะห์ เขาจะได้รับการอภัยโทษจากความผิดบาปทั้งหลายที่ผ่านมา  (รายงานโดยบูคอรี) 

Wednesday, August 01, 2012

ข้อคิดคำนึง 3


ภาพจากภูเขาไฟกือรินชี บนเกาะสุมาตรา 

จงเรียนรู้ที่จะอดทน แม้จะอ่อนล้า

จงเรียนรู้ที่จะทำด้วยความบริสุทธิ์ใจ แม้จะมีเสียงบ่นไปบ้าง

จงเรียนรู้ที่จะอดกลั้น  แม้จะอยู่ท่ามกลางความเหนื่อยยาก
จงเรียนรู้ที่จะประโลมใจตนเอง   แม้ในใจจะร่ำให้
จงเรียนรู้ที่จะฝืนใจยิ้ม   แม้ในใจจะเจ็บปวดและเต็มไปด้วยบาดแผล

จงเรียน และเรียน เรียนไป

ประดุจดั่งเมล็ดพืช ที่ได้เพาะพันธ์ไว้

เราหมั่นที่จะรดน้ำ เราหมั่นที่จะดูแล อดทนดูมันไป แม้เราไม่ได้เห็นเมล็ดพันธ์นั้นแล้ว
เพราะเราเชื่อว่า ไม่นาน มันต้องงอกออกมา มันต้องโต มันต้องให้ผลผลิต

การไปสู่เป้าหมาย ไม่ไช่เรื่องง่าย  การเป็นผู้ชนะ ยิ่งยากไปใหญ่
อดทน จริงใจ บริสุทธ์ใจ ภักดีต่อเพื่อนมนุษย์
เพื่อสร้างบุคลิกภาพใหม่ และความหวังใหม่
เพื่อที่พรุ่งนี้ ต้องดีกว่าวันนี้