Tuesday, August 14, 2012

ชะกาต บทบาทกับสิ่งที่เป็นไป (1)


 ภาพประกอบเท่านั้น







  สิ่งที่ควรรู้เกี่ยวกับซะกาตฟิตเราะห์

                 มุสลิมทุกคนควรตระหนักในการจ่ายเงินหรือสิ่งจำเป็นต่อการดำรงชีวิตให้กับผู้อื่น  สิ่งนี้มุสลิมส่วนใหญ่รู้   แต่ในการปฏิบัติทุกวันนี้เป็นอย่างไร  สอดคล้องกับเจตนารมณ์ของหลักการหรือไม่  คือสิ่งที่ต้องมาใคร่ครวญกัน อย่างน้อยก็ดังโจทย์ต่อไปนี้

โจทย์ที่  1  ซะกาตฟิฎเราะห์คืออะไร  และใครบ้างที่ต้องจ่าย
            ซะกาตด้านภาษาบ่งชี้ถึง การเจริญเติบโต งอกเงย เพิ่มพูน ขัดเกลาให้สะอาด และความประเสริฐ
                                                                                                                                                                                                                                                                                    
            ส่วนคำว่า ฟิฏรฺ หรือฟิฏเราะฮฺ ด้านภาษาหมายถึง การเปิดสิ่งใดสิ่งหนึ่ง หรือทำให้แตกและแยกออก        

ซะกาตฟิฏเราะฮฺ หมายถึง การบริจาคทานที่ถูกกำหนดให้มุสลิมทุกคนต้องจ่าย เนื่องจากการสิ้นสุดของการถือศีลอดในเดือนรอมฎอน เพื่อเป็นการขัดเกลาผู้ถือศีลอดให้สะอาดบริสุทธิ์จากความหลงลืมและการพูดที่โสมม


              ในอีกความหมายหนึ่ง ซะกาตฟิฏเราะฮฺ คือซะกาตแห่งตัวตนหรือซะกาตแห่งชีวิต  เพราะมุสลิมทุกคนต้องจ่าย  ทั้งชาย-หญิง  ทั้งเด็กแรกเกิดจนถึงคนแก่เฒ่า  หรือแม้แต่คนสติไม่สมประกอบ

             อาบีฮูรัยเราะห์ ได้กล่าว  ความว่า  “ท่านศาสดาได้วายิบ  (บังคับ) ให้จ่ายซะกาตฟิฎเราะห์  ในเดือนรอมฎอนทั้งในหมู่ผู้เป็นไท เป็นทาส ทั้งผู้ชาย ผู้หญิง  เด็กแรกเกิด คนแก่ คนรวยและคนจน ในบรรดาผู้ศรัทธาทั้งหลาย” ( อะห์มัด, บุคอรี และมุสลิม )

            ผู้ปกครอง/ คนที่อยู่ภายใต้การดูแลของเขา เป็นคนจ่าย  

           ท่านศาสดากล่าวว่า  “จงจ่ายซะกาตฟิฏเราะฮฺ จากทุกคนที่เป็นผู้รับผิดชอบของท่านทั้งหลาย”  (บัยฮากี)

โจทย์ที่  2  ลูกบุญธรรม เด็กกำพร้า  ลูกเลี้ยง  ใครจ่ายให้  ?

              เป็นภาระและความรับผิดชอบของผู้ปกครอง / ผู้ดูแล ในที่นี้ก็หมายถึงญาติทางสายเลือด  หรือผู้รับผิดชอบโดยตรงต่อเด็ก ๆ  เหล่านั้น  ซึ่งก็คือ พ่อ ปู ลุง .

             กรณีลูกบุญธรรมที่ไม่พบญาติทางสายเลือด  ผู้รับผิดชอบในการเลี้ยงดู ซึ่งก็คือพ่อบุญธรรมที่จะต้องจ่ายให้

            กรณีเด็กกำพร้า  ถ้าไม่มีหรือไม่พบญาติทางสายเลือด  ผู้ดูแลก็ต้องรับภาระในการจ่ายให้  เช่น เดียวกับกรณีลูกเลี้ยง ถ้าไม่ปรากฏญาติทางสายเลือด พ่อเลี้ยงก็ต้องรับภาระในการจ่ายให้

                กรณีเด็กสามารถหารายได้ ได้ด้วยตัวเอง ก็ควรส่งเสริมให้เด็กได้ฝึกในการจ่าย  แต่ภาระที่แท้จริงก็ยังเป็นของผู้ปกครอง  หรือผู้เป็นญาติเหนือขึ้นไปทางสายเลือด

โจทย์ที่ 3  ลูกสาวที่ทำงานมีรายได้ของตนเองยังคงเป็นภาระของผู้ปกครองหรือไม่  ?

                คนที่สามารถทำงานหาเงินได้ด้วยตัวเองไม่ว่าจะเป็นผู้หญิงหรือผู้ชาย  เขาก็ควรจ่ายซะกาตเอง  และสามารถจ่ายซะกาตเพื่อพ่อแม่ได้ด้วย  ทั้งนี้ก็ต้องบอกให้พ่อแม่ได้รู้ด้วย

โจทย์ที่  4  ต้องจ่ายซะกาตเวลาไหน
              เริ่มต้นรอมฎอนก็สามารถจ่ายซะกาตได้  ดังที่ฮาดิษจากอูมัรที่ได้กล่าวว่า  “ท่านศาสดาได้บังคับให้จ่ายซะกาตในเดือนรอมฎอน”

                อย่างไรก็ตามก็มีข้อขัดแย้งทางความคิดของเหล่าผู้รู้ที่เกี่ยวกับเวลาที่วาญิบ อีหม่ามซาฟิอี  และ อีหม่ามมาลิก  เห็นว่า  เวลาที่ต้องจ่ายก็คือ  เวลาแสงอาทิตย์สุดท้ายของเดือนรอมฎอนได้สิ้นสุดลง  ในขณะที่อีหม่ามฮานีฟะห์ เห็นว่า  บังคับให้ต้องจ่ายหลังจากที่แสงแรกของเดือนเซาวาลได้ออกมา
   
                แต่เพื่อง่ายในการปฏิบัติ  นักการศาสนาส่วนหนึ่งได้แบ่งเวลาดังนี้
1.       สามารถจ่ายได้ทันทีหลังเข้าสู่รอมฎอน
2.       เวลาที่ดีที่สุดก็คือก่อนละหมาดอีดิลฟิฎรี
         3.  ไม่อนุญาตให้จ่ายซะกาตฟิฎเราะห์หลังจากเลยเวลาที่ถูกกำหนดไว้ หรือหลังจากละหมาดอีดเสร็จเรียบร้อยแล้ว ดังนั้น ผู้ใดจ่ายซะกาตฟิฏเราะฮฺ หลังละหมาดอีด จะถือว่าซะกาตที่ได้จ่ายไปนั้นเป็นซะกาตทั่วๆไป ไม่ใช่ซะกาตฟิฏเราะฮฺ         
                       
โจทย์ที่  5  ถ้าลืมจ่ายล่ะจะต้องทำไง  ?
             การจ่ายซะกาตเป็นภาระสำคัญของมุสลิม  ในการรับผิดชอบต่อสังคม ซึ่งไม่ควรที่จะลืม  ผู้ที่ลืมมักจะเกิดจากการถ่วงเวลารอจ่ายในช่วงท้าย ๆ  ซึ่งก็มีผู้บอกว่าเป็นช่วงที่ดีที่สุด  ได้บุญมากที่สุด  ผมเห็นว่าการได้บุญ จะมากหรือน้อยเป็นเรื่องของอัลเลาะห์  ส่วนที่เป็นเรื่องของเราก็คือต้องจ่ายตามช่วง เวลาที่กำหนด

                คนที่ลืมเมื่อนึกขึ้นได้ก็ต้องรีบหาคนที่มีสิทธิรับและจ่ายให้ทันที  พร้อมทั้งขอเตาบัต  (ขอลุแก่โทษ ) พร้อมตั้งจิตให้มั่นว่าจะไม่ลงลืมกับภาระเช่นนี้อีก

โจทย์ที่  6  ถือศีลอดไม่ขาดแต่ไม่ยอมจ่ายซะกาต

               การถือศีลอดเป็นสิ่งที่ต้องทำ  (วาญิบ)  การจ่ายซะกาตเป็นสิ่งที่ต้องจ่ายเช่นกัน การละเลยสิ่งใดสิ่งหนึ่งถือเป็นบาป

                อิบนูอูมัรได้กล่าวว่า  “ท่านศาสดาได้สั่งให้เราจ่ายซะกาตฟิฏเราะฮฺ ก่อนที่ผู้คนจะออกมาละหมาด อีดิลฟิฎรี”  (บูคอรีและมุสลิม)

                เหล่าผู้รู้ได้ให้ความเห็นว่าคนที่ตั้งใจไม่จ่าย   และไม่ถือเป็นวาญิบสำหรับตนเองเขาอาจจะตกอยู่ในฐานะกูฟูร / สิ้นสภาพ

โจทย์ที่    7     คนยากจนต้องจ่ายซะกาตด้วยหรือ  ?

              ซะกาตฟิฏเราะฮฺ ถูกบังคับสำหรับมุสลิมทุกคนไม่ว่าเขาจะอยู่ในฐานะใด  ภายใต้เงื่อนไขที่ว่าเขาต้องมีอาหารเพียงพอในการรับประทานนับจากคืนอีด  (1 เชาวัล)  จนถึงสิ้นวันอีด   คนที่อยู่นอกเงื่อนไขนี้จะต้องจ่ายทุกคน

                แต่ก็มีบางทัศนะเห็นว่าคนยากจนที่ดำรงชีวิตอยู่ได้ก็ด้วยเงินซะกาต  เขาไม่ต้องรับภาระในการจ่ายอีก  เพราะเงินที่เขามีก็เงินซะกาตนั้นเอง

โจทย์ที่  8  จ่ายซะกาตฟิฏเราะฮฺ ด้วยเงินหรือด้วยข้าวสาร ?
                แต่เดิมซะกาตฟิฏเราะฮฺ คือการจ่ายด้วยอาหารหลัก  แต่ก็มีทัศนะบอกว่าจ่ายแทนด้วยเงินก็ได้  การจ่ายด้วยเงินก็เป็นการตัดสินใจของอูมัร อับดุลอาซิซ  ท่านได้บอกว่าการจ่ายซะกาตฟิฏเราะฮฺ สามารถทดแทนได้ด้วยสิ่งมีค่า  (เงิน)  ทุกวันนี้เงินถูกใช้เพื่อชำระหนี้ /เพื่อการแลกเปลี่ยน  อาหาร/ สิ่งของ  เงินจึงถือว่าสมควร

อย่างไรก็ตาม อุละมาอ์ส่วนใหญ่ (มัซฮับมาลิกีย์ ชาฟิอีย์ และฮัมบาลีย์)    ไม่อนุญาตให้จ่ายซะกาตฟิฏเราะฮฺ ด้วยเงินแทนอาหาร และผู้ใดจ่ายซะกาตฟิฏเราะฮฺ ด้วยเงิน ซะกาตฟิฏเราะฮฺ ของเขาจะไม่ถูกรับ เพราะไม่มีหลักฐานบ่งชี้ถึงการอนุญาต  
            ส่วนมัซฮับหะนะฟีย์ มีทัศนะว่าอนุญาตให้จ่ายซะกาตฟิฏเราะฮฺ ด้วยเงิน

โจมย์ที่   9  ถ้าไม่จ่ายซะกาตฟิฏเราะฮฺ ผลบุญจากการถือศีลอดถูกแขวน ?

               ท่านศาสดาได้กล่าวว่า  “ศาสนกิจในเดือนรอมฎอน ถูกผูกไว้ระหว่างชั้นดินกับแผ่นฟ้า  และจะไม่ถูกนำไปสู่อัลเลาะห์  เว้นเสียแต่ด้วยซะกาตฟิฏเราะฮฺ” ( อิบนูอาซากีร)

                แต่เหล่านักฮาดิษได้แสดงความกังขาต่อความถูกต้องของฮาดิษนี้  และแย้งกับฮาดิษอื่นที่ได้กำหนดอีบาดะห์เฉพาะต่าง  ๆ  สำหรับเดือนรอมฎอน ผมเห็นว่าอีบาดะห์อะไรก็แล้วแต่เมื่อได้ถูกกระทำอย่างสมบูรณ์และครบถ้วน   ก็เป็นสิทธิของอัลเลาะห์ที่จะตอบรับหรือไม่  ?

โจทย์ที่   10  ซะกาตฟิฏเราะฮฺ ต้องจ่ายให้คนยากจนเท่านั้นหรือ
                เป็นความแตกต่างทางความคิด    (คิลาฟ)  บ้างก็เห็นว่าเฉพาะสำหรับคนยากจนคนอนาถา  (ฟากิร /มิสกิน ) แต่อีกส่วนก็เห็นว่าผู้มีสิทธิรับซะกาตทั้งแปดประเภทก็มีสิทธิรับซะกาตฟิฏเราะฮฺ เช่นกัน

                นอกจากนี้ก็ยังมีความเห็นว่า  สามารถจ่ายซะกาตฟิฏเราะฮฺ ให้กับคนต่างศาสนิกก็ได้  (ที่อยู่ภายใต้การปกครองของอิสลาม)  ในกรณีที่คนต่างศาสนิกนั้นมีฐานะยากจน

โจทย์ที่  11   จ่ายซะกาตฟิตเราะห์แทนที่ลูกจ้างที่ทำงานในบ้านเราได้หรือไม่

               ลูกจ้างไม่ใช่ภาระโดยตรงที่ต้องรับผิดชอบในการเลี้ยงดู  ลูกจ้างคือคนทำงานที่ได้ค่าจ้าง  ลูกจ้างต้องจ่ายซะกาตฟิฏเราะฮฺ ของตนเอง

              แต่ถ้านายจ้างประสงค์ที่จะจ่ายให้ก็ไม่ผิดแต่เพียงต้องบอกให้ทราบ  และต้องได้รับอนุญาตด้วย  เพราะไม่ใช่สิทธิของนายจ้างโดยตรง

โจทย์ที่  12    ลูกที่เกิดในคืนอีดิลฟิฎรีต้องจ่ายไหม่
              ไม่ต้องเพราะวันอีดหรือกลางคืนถือว่าสิ้นสุดรอมฎอนแล้ว

โจทย์ที่  13  หญิงตั้งท้องที่ครบกำหนดคลอดแล้ว แต่ยังไม่คลอดจนล่วงเลยวันที่  1  เชาวัล
               ในหนังสือ  ฮูกุมซะกาตของ    ดร. ยุชุฟ  ฎอร์ฎอวีย์  สรุปว่าไม่ต้องจ่ายเพระอิสลามไม่ได้สร้างภาระใดต่อลูกที่ยังอยู่ในท้องของมารดา

โจทย์ที่  14  ซะกาตฟิตเราะห์กับซะกาตทรัพย์สินจ่ายในช่วงเวลาเดียวกัน
                    ไม่ผิดใดๆ  หากแต่เป็นสิ่งที่ส่งเสริมควรกระทำอย่างยิ่ง  มีอาดิษรายงานจาก  อิบนู คูชัยมะห์  จากชัลมาล อัลฟารีชี ระบุว่า  ทุกอามัลทุกชนิดในเดือนรอมฎอน  จะได้รับผลตอบแทนถึง  70  เท่า


โจทย์ที่  15  ทำไหมบางคนต้องจ่ายซะกาตไม่เหมือนหรือไม่เท่ากับคนอื่น ๆ
                คนที่ใส่ใจและระมัดระวังในการประกอบภารกิจทางศาสนา  เขาจะคำนึงถึงความถูกต้องเป็นหลัก   ราคาข้าวสารแต่ละที่  หรือที่แต่ละคนได้บริโภคอาจต่างกัน  คนที่คำนึงถึงความถูกต้องที่สุด ย่อมคิดอย่างรอบคอบก่อนที่จะจ่ายไปจ่ายเท่าใด หรือจ่ายให้ใคร

คุณค่าแห่งซะกาตฟิตเราะห์
                ในทุกภาระกิจที่เราต้องทำถ้าสิ่งนั้นเป็นข้อบัญญัติ  ย่อมเป็นสิ่งที่มีคุณค่าเฉกเช่นเดียวกับการจ่ายซะกาตฟิฏเราะฮฺ อย่างน้อยก็   5  ด้านต่อไปนี้

1.    เป็นการสร้างความอิ่มเอิบใจ  ให้กับผู้รับโดยเฉพาะต่อคนยากจนที่เราต้องใส่ใจเขาเป็นพิเศษ  ความสุขของเขาอาจพบได้ยากมากในชีวิต  สิ่งนี้ก็เป็นส่วนหนึ่งที่ทำให้เขามีความสุขใจได้ อย่างน้อย  ๆ  ก็ในวันสำคัญนี้

2.    สร้างความบริสุทธิ์ต่อทรัพย์สินเฉกเช่นเดียวกับการถือศีลอดที่ผ่านมา ถ้าทำอย่างที่ถูกต้องย่อมเป็นการสร้างความบริสุทธิ์ทั้งทางร่างกายและจิตใจ  โดยเฉพาะในทางศาสนา  การสร้างความบริสุทธิ์ในทางทรัพย์สินก็โดยการจ่ายให้กับผู้ที่ควรรับ เป็นการลดความรู้สึกหวงแหน ความตระหนี่ถี่เหนี่ยว  ความรู้สึกที่มุ่งแก่ได้  ทดแทนด้วยความรัก ความอ่อนน้อมถ่อมตนที่เหล่าผู้ศรัทธาต้องมีให้กับเพื่อนมนุษย์

3.     เป็นการชำระล้างคนที่ถือศีลอด  จากความผิดบาป  อิบนุอับบาสได้กล่าวว่า   “ท่านศาสดาได้วายิบในการจ่ายซะกาตฟิฏเราะฮฺ เพื่อเป็นการชำระล้างคนที่ถือศิลอดจากคำพูดที่สูญเปล่า  และคำพูดที่ไม่ดี  พร้อมทั้งการให้อาหารต่อผู้ยากไร้”  (อาบูดาวุด )

4.     บ่งชี้ต่อระดับความศรัทธาต่อพระเจ้าเพราะถ้าเขาพร้อมที่จะถือศิลอด แต่ ละเลยหรือไม่ใส่ใจต่อการจ่ายซะกาตย่อมแสดงถึงความศรัทธาที่ยังเปราะบาง

5.     การจ่ายซะกาตถือเป็นจุดสุดยอดสำหรับภารกิจในเดือนรอมฎอน  ด้วยการแบ่งปันทรัพย์สินส่วนหนึ่งให้กับผู้อื่น  ถ้าเงินเพียงเล็กน้อยเขาไม่อาจจะจ่ายให้กับผู้อื่น  แล้วจะมีอะไรอีกเล่าที่สามารถจะแบ่งปันให้พี่น้องร่วมสังคมนี้ได้
     

Tuesday, August 07, 2012

แม่ - Ibu - أمي




ฉันขอขับขานลำนำเพลงนี้เพื่อแม่
แม่อยู่ในหัวใจฉันตลอดเวลา
ไม่มีแม่ ก็ไม่มีฉัน

ฉันไม่เคยลืมที่จะขออธิษฐานให้กับแม่
แม่คือความฝัน คือความหวัง คือทุกอย่างสำหรับฉัน
ไม่มีแม่ ฉันก็อยู่ไม่ได้

แม่คือแสงสว่างในใจฉัน
คือประทีบนำทางฉัน
แม่คือชีวิต และทุกอย่างของฉัน

สวรรค์ ณ ใต้เท้าแม่
ความโปรดปรานจากพระเจ้า คือความรักจากแม่
นี่คือสิ่งที่ศาสดาได้บอกกับเรา
ไม่มีแม่ ชีวิตฉันก็ไร้สิ้นทุกอย่าง

Friday, August 03, 2012


รอมฎอน  ว่าด้วยเรื่องสังคมและเศรษฐกิจ



มนุษย์ คือ หนึ่งในที่ถูกสร้าง (มัคลุค) ที่มีนิสัยโน้มนำไปทางการละเมิดขอบเขต ยิ่งสิ่งที่สอดรับกับอารมณ์นัฟซู   และถ้าไม่ถูกควบคุมด้วยทางแห่งศาสนา และ ศีลธรรมอันดีงาม มนุษย์ก็ไม่ต่างอะไรกับสัตว์

ด้วยเหตุนี้รอมฎอนจึงเป็นเดือนแห่งเกียติยศของมุสลิม  เดือนที่เราสามารถตักตวงผลบุญแห่งอีบาดะห์เป็นทวีคูณซึ่งในทุกอีบาดะห์จะผ่านไปได้ก็ด้วยการอดทน และสู้กับอารมณ์นัฟซูอย่างยิ่งใหญ่

รอมฏอนจึงเป็นเดือนแห่งการอบรมขัดเกลาจิตใจมุสลิม ให้อยู่ภายใต้ขอบเขตของหลักการศาสนาอีกทั้งการคำนึงถึงความรู้สึกของมนุษย์ผู้อื่น

รอมฎอนจึงไม่ใช่ช่วงเวลาแห่งการสร้างความใกล้ชิดกับผู้สร้าง(คอลิก)หากแต่เป็นช่วงเวลาแห่งความผูกพันรัดรึงแน่นแฟ้น ระหว่างมัคลุคด้วยกัน ทั้งในทางสังคมและเศรษฐกิจ

รอมฎอนจึงถือเป็นช่วงเวลาแห่งการยกระดับคุณภาพชีวิต มาตรฐานทางศีลธรรม การสร้างสังคมแห่งความเกื้อกูล การมีช่องว่างทางเศรษฐกิจที่แคบลง และชีวิตคนมีศักดิ์ศรีที่เท่าเทียมกัน

แต่โชคร้ายเมื่อรอมฏอนถูกใช้เพื่อการปฏิสัมพันธ์กับผู้เป็นคอลิกแค่ส่วนหนึ่ง  ในขณะที่ระหว่างเพื่อนมนุษย์ด้วยกันกลับเป็นไปอย่างเบาบาง

หนึ่งในพฤติกรรมที่ต้องใคร่ครวญอย่างมากก็คือ พฤติกรรมในด้านการบริโภคและการจับจ่ายใช้สอย ที่บ่อยครั้งล่วงเลยขอบเขตของความพอดีและความฟุ่มเฟือย  ทั้งๆ ที่เดือนนี้คือช่วงแห่งการขัดเกลาจิตใจมุสลิม ให้เป็นมนุษย์แห่งกอนาอะห์ หรือความพอเพียง มีการใช้สอยอย่างประหยัด ทรัพยากรถูกใช้อย่างมีประสิทธิภาพ แต่ข้อเท็จจริงในสังคมมุสลิม ทุกวันนี้กลับเป็นตรงกันข้ามกัน
               
ยิ่งน่าเศร้าใจไปอีกเมื่อมีบางส่วนถือว่าเดือนรอมฎอน คือช่วงแห่งเทศกาลความรื่นเริงมีความสุขและสนุกสนานกับการ ช็อปปิ้งจับจ่ายใช้สอยอย่างไม่ต้องคิด ทั้งที่เป็นอาหาร เครื่องแต่งกาย ของประดับ ฯลฯ
                       
วัฒนธรรมแห่งการซื้อทวีความเข้มข้นมากขึ้นยิ่งในช่วง 10 วันสุดท้ายของรอมฎอน ทั้งที่เป็นช่วงที่ต้องรีบเร่งการทำอีบาดะห์ ทำความดีและการบริจาคทาน แต่เวลาในช่วงนี้ทั้งหมดถูกใช้เพื่อการเดินตลาด ซื้อเครื่องแต่งกาย ของใช้ใหม่ๆ ประดับประดาบ้านเพื่อต้อนรับอีดิลฟิตรี

ไม่มีข้อห้ามทางศาสนาในการซื้อของใช้และอุปกรณ์ใหม่ๆ ทั้งสำหรับครอบครัวและสำหรับตนเอง หากแต่ยังส่งเสริมให้แต่งกายด้วยชุดที่ดี และดูสวยงามในวันอิดิลฟิตรี

ท่านญาบีรได้กล่าว  “ท่านศาสดาจะแต่งกายในชุดที่ดีทีสุด นั้นคือ ชุดญูบะห์ ซึ่งท่านจะแต่งเฉพาะสำหรับวันอิดิลฟิตรี และวันศุกร์”

แต่สิ่งที่มุสลิมต้องใส่ใจก็คือการหวนกลับสู่ค่านิยมตามแนวทางแห่งระบบเศรษฐกิจอิสลามอย่างแท้จริง หนึ่งในแนวคิดนั้นก็คือการยึดสายกลางและความพอดี พอเพียง

การยึดสายกลางถือเป็นส่วนประกอบสำคัญของอีบาดุลเราะห์มาน(บ่าวของพระเจ้า)  ที่จะได้รับผลตอบแทนอย่างอเนกอนันต์ในอาคีรัต ดังที่อัลเลาะห์ได้กล่าวไว้ในอัลกรุ-อาน

 
ความว่า  “และบรรดาผู้ที่เมื่อพวกเขาใช้จ่าย พวกเขาก็ไม่สุรุ่ยสุร่าย และไม่ตระหนี่ (คือพวกเขามิได้เป็นคนสุรุ่ยสุร่ายในการใช้จ่าย เพื่อการกินการดื่มและการแต่งกาย และมิได้เป็นคนบกพร่องและหวงแหนจนกระทั่งกลายเป็นคนตระหนี่ ) และระหว่างทั้งสองสภาพนั้น พวกเขาอยู่สายกลาง”  (อัลฟุรกอน  : 67)

อิบนูกาษิร ได้ให้คำอธิบายกับอายะห์ข้างต้นว่า คนที่อัลเลาะห์อ้างถึงในอายะห์นี้หมายถึงคนที่ไม่ใช้จ่ายฟุ่มเฟือยหรือเกินความจำเป็น แต่ในขณะเดียวกันเขาก็ไม่มัธยัสถ์  หรือตระหนี่ถี่เหนียวมากจนเกินปกติ ทั้งสำหรับครอบครัว เพื่อนบ้าน และต่อคนยากจนทั้งหลาย
               
ความเป็นอิบาดุลเราะห์มาน ก็คือคนที่มีความยุติธรรมและคนที่ดี มีชีวิตอยู่บนพื้นฐานของความพอดีและยึดสายกลาง สามารถหลีกพ้นจากความฟุ่มเฟือยในการบริโภค และความตระหนี่ถี่เหนียว

การจับจ่ายใช้สอย อย่างเป็นระบบและถูกต้องก็เป็นส่วนหนึ่งที่ชี้ถึงความเป็นมุสลิมที่สมบูรณ์ ที่ปฏิบัติตามหลักการศาสนาอย่างเคร่งครัด

รอมฎอนนี้จึงเป็นช่วงเวลาอันเหมาะสมที่สุดแล้วที่เราจะนำมาเป็นจุดเริ่มต้นในการจัดระเบียบการใช้จ่ายในครอบครัว  และการจัดสรรรายได้ส่วนหนึ่งทั้งเพื่อเป็นซะกาตหรือซอดาเกาะห์ ทั้งนี้เพื่อให้ทั้งความฟุ่มเฟือยและความตระหนี่ ถี่เหนียวที่มีในตัวตนถูกสลายไป คงเหลือแต่เพียงประชาชาติแห่งวาซอตียะห์หรือประชาชาติสายกลาง


รอมฎอน :  ข้อควรปฎิบัตทางศาสนา กับข้อเท็จจริงที่เป็นไป




รอมฎอนแห่งความจำเริญยิ่งนี้ ได้ก้าวมากว่าครึ่งทางแล้ว ในหลายๆ พื้นที่ของชุมชนมุสลิม เราได้เห็นบรรยากาศใหม่ ที่ไม่เหมือนกับในช่วงเวลาอื่นๆ

เราได้เห็นทั้งบรรยากาศของความตักวา หรือการแสดงถึงความภักดียิ่งต่อพระผู้อภิบาล แต่ก็มีไม่น้อยอีกเช่นเดียวกัน ที่รอมฎอนเป็นแต่เพียง “เทศกาลประจำปี”   ที่แวะเวียนมาให้เราได้ร่วมงานนี้กันอีกครั้งหนึ่ง เท่านั้นเอง

มุสลิมผู้ศรัทธาจะต้องเข้าใจให้ได้อย่างลึกซึ้ง ถึงหลักคำสอนที่แฝงมากับรอมฎอน ทั้งที่มีระบุไว้ในอัลกุรอาน และจากหลักปฎิบัติของท่านศาสดา  และอย่าให้เป็นเพียงแค่เทศกาลแห่งปีเท่านั้น 

มีหลายอย่างที่เราต้องใส่ใจ และมีบางอย่างที่ควรหลีกห่าง เพื่อไม่ให้รอมฎอนอันบัรกัตยิ่งนี้ประหนึ่งคือประเพณีที่เราปฏิบัติสืบทอดกันมา  ดังนี้

1. การจำกัดขอบเขตของรอมฎอน แค่เพียงการอดด้วยปากจากการกินและดื่มในเวลากลางวัน  ในขณะที่อวัยวะส่วนอื่น ไม่ว่าจะเป็นตา ลิ้น หู ฯลฯ  ก็ยังคงไม่ละเว้นจากการกระทำในสิ่งที่เป็นความผิดบาป

ท่านศาสดาได้กล่าวว่า “ใครที่ไม่ได้ละเว้นจากคำกล่าวร้าย และการกระทำที่ไม่ดี ทั้งทีเขาได้ถือศีลอด เขาจะไม่ได้รับสิ่งใด ๆ จากอัลเลาะห์ (ถูกตัดขาดจากผลบุญ )  ถึงแม้ว่าเขาจะอดทั้งอาหารและเครื่องดื่ม”  (รายงานโดยบูคอรี)

2. อดในตอนกลางวัน แต่กลางคืนยังคงมีพฤติกรรมที่เป็นข้อห้ามทางศาสนา  ทั้งการนินทาเพื่อนมนุษย์ ยังคงสูบบุหรี่ หรือสิ่งที่เป็นหะรอม ตายังคงมองในสิ่งที่เป็นข้อห้าม

3. มีการจัดเตรียมอาหารการกินที่ล่วงเลยขอบเขตปกติ จนถึงขั้นฟุ่มเฟือย อัลเลาะห์ได้กล่าวว่า  “แท้จริงแล้วคนที่ฟุ่มเฟือยนั้นเป็นพี่น้องกับซัยฎอน”  (อัลอิสรออฺ  :  27)

4. มีการกินอาหารในช่วงละศีลอดเป็นจำนวนมาก จนร่างกายอ่อนเพลียมิอาจจะทำอีบาดะห์ ในตอนกลางคืนได้อย่างเต็มที่

5. ไม่ใส่ใจกับอีบาดะห์ซุนัตทั้งตารอแวะห์ หรือการละหมาดในยามค่ำคืน

6. มีการละหมาดตารอแวะห์ที่เกิดจากการชักนำหรือเชื่อในฮะดิษปลอม ซึ่งมีอยู่มากมาย เช่นบอกว่า การละหมาดตารอแวะห์ในบางคืนจะได้ผลบุญเท่ากับอีบาดะห์ของนบีอิบรอฮีม ฯลฯ

7. เวลาที่ควรใช้เพื่อการละหมาดตารอแวะห์ แต่เรากลับใช้เวลานั้นเพื่อความบันเทิง หรือเพื่อภารกิจอื่นๆ ที่เป็นเป้าหมายเพื่อความสุขทางดนยา

8. ขี้เกียจทำงาน และไม่ยอมสร้างผลผลิต  (Productive)  ใด ๆ ในช่วงถือศีลอด ด้วยเหตุผลเพียงแค่เหนื่อยหรือไม่มีแรง ซึ่งแย้งกับหลักปฏิบัติของท่านศาสดา

9. ขี้เกียจอ่านอัลกุรอานหรืออ่านเพียงแค่ซูเราะห์ใดซูเราะห์หนึ่งเท่านั้น  มุสลิมผู้ศรัทธาจะต้องพยายามอ่านกุรอานให้จบทั้งเล่ม   ท่านศาสดาจะใช้เวลาในเดือนนี้เพื่อการศึกษาอัลกุรอานกับญิบรีล

10. ขี้เกียจขอดุอาอ ทั้งๆ ที่ท่านศาสดาได้บอกกับเราว่า การดุอาอของผู้ที่ถือศีลอดนั้นจะถูกตอบรับจาก  อัลเลาะห์  (ความหมายของฮาดิษรายงานโดยอิบนูมาญะห์)

11. ละทิ้งโอกาสทองในช่วง 10 วันสุดท้ายของรอมฎอน  และน่าเสียดายที่บางคนได้ใช้เวลาเช่นนี้เพื่อตระเตรียมรับงานอีดิลฟิฎรี

12. ไม่ได้รู้สึกเสียใจใด ๆ กับรอมฎอนที่กำลังจะจากเราไปอีกแล้ว และไม่ได้ห่วงพะวงใด ๆ ว่าเราจะมีโอกาสเข้าสู่รอมฎอนใน 1 ปี ข้างหน้าอีกไหม ?

13. มีความเชื่อผิดๆ ว่าวิญญาณผู้เสียชีวิตจะกลับมาในเดือนรอมฎอน ความเชื่อเช่นนี้แย้งกับหลักการของอาลัมบัรซัค   (ลองศึกษาอัลกุรอานซูเราะห์อัลมุมีนูน อายะห์ที่  99 – 100)

14. บางคนถือศีลอดไม่เคยขาด แต่ไม่ค่อยจะละหมาด หรือละหมาดตามความสะดวกในบางวักตูเท่านั้น  ท่านศาสดากล่าวว่า  “ข้อแตกต่างระหว่างมุสลิมกับมุซริกและกูฟูรก็คือ คนที่ละทิ้งการละหมาด (รายงานโดยมุสลิม)  
           
อูลามาอฺในยุคก่อนๆ ถือว่าการละทิ้งละหมาดโดยเจตนาถือเป็นกูฟูร  เพราะฉนั้นการถือศีลอดของคนกูฟูร จะไม่ถูกยอมรับจากอัลเลาะห์

15. มีการทำลายผลบุญของการถือศีลอดของเดือนนี้ โดยการจัดกิจกรรมหรือการละเล่นที่เลยเถิดจากคำสอนของอิสลามในวันอีดิลฟิฎรี จนถึงขั้นเป็นมุอฺซียัต

ทั้ง 15 ข้อข้างต้น เป็นแต่เพียงแค่บางส่วนของความบกพร่องที่เกิดขึ้นในเดือนรอมฎอน  และจากความบกพร่องเหล่านี้ทำให้คุณค่าของรอมฎอนที่เปี่ยมด้วยบัรกัตนี้ถูกทำลายลงไปอย่างน่าเสียดาย

ท่านศาสดาได้กล่าวว่า  “ใครที่ถือศียาม (ศีลอด)ในเดือนรอมฎอนนี้ ด้วยความศรัทธาอย่างแน่วแน่ และหวังความโปรดปรานจากอัลเลาะห์ เขาจะได้รับการอภัยโทษจากความผิดบาปทั้งหลายที่ผ่านมา”  (รายงานโดยบูคอรี) 

Wednesday, August 01, 2012

ข้อคิดคำนึง 3


ภาพจากภูเขาไฟกือรินชี บนเกาะสุมาตรา 

จงเรียนรู้ที่จะอดทน แม้จะอ่อนล้า

จงเรียนรู้ที่จะทำด้วยความบริสุทธิ์ใจ แม้จะมีเสียงบ่นไปบ้าง

จงเรียนรู้ที่จะอดกลั้น  แม้จะอยู่ท่ามกลางความเหนื่อยยาก
จงเรียนรู้ที่จะประโลมใจตนเอง   แม้ในใจจะร่ำให้
จงเรียนรู้ที่จะฝืนใจยิ้ม   แม้ในใจจะเจ็บปวดและเต็มไปด้วยบาดแผล

จงเรียน และเรียน เรียนไป

ประดุจดั่งเมล็ดพืช ที่ได้เพาะพันธ์ไว้

เราหมั่นที่จะรดน้ำ เราหมั่นที่จะดูแล อดทนดูมันไป แม้เราไม่ได้เห็นเมล็ดพันธ์นั้นแล้ว
เพราะเราเชื่อว่า ไม่นาน มันต้องงอกออกมา มันต้องโต มันต้องให้ผลผลิต

การไปสู่เป้าหมาย ไม่ไช่เรื่องง่าย  การเป็นผู้ชนะ ยิ่งยากไปใหญ่
อดทน จริงใจ บริสุทธ์ใจ ภักดีต่อเพื่อนมนุษย์
เพื่อสร้างบุคลิกภาพใหม่ และความหวังใหม่
เพื่อที่พรุ่งนี้ ต้องดีกว่าวันนี้

Sunday, July 29, 2012

ความหลัง






ภาพจากทะเลสาปโตบา

ความในใจของคนบางคนที่มีถึงคนที่เธออยากบอกให้รู้
มีอะไรหลายอย่างที่อยากบอกให้รู้
ถ้าเธอยังนึกถึง

อดีตมันไม่ได้เจ็บปวดเสมอไป
เพราะถึงมีมันก็คงจะน้อยกว่าปัจจุบัน

ฉันไม่อยากรั้งให้เธอกลับมา
เพียงแต่ซักนิดกับการติดต่อ
ซักนิดกับการแวะไป
ฉันมีสิ่งที่เธอต้องการอยูที่นั้น
ใต้ร่มสีแดง โรงเรียนสีขาวแห่งนี้

Wednesday, July 25, 2012

รอมฎอนกับความล้มเหลว





ความล้มเหลวสำคัญของรอมฎอนคือ เรายังไม่สามารถเข้าถึงจิตวิญญานแห่งรอมฎอนได้
เราทำได้แค่อดอาหาร ในช่วงเวลาหนึ่ง แต่กลับชดเชย มากกว่าปกติในอีกเวลาหนึ่ง


ถ้าเป็นดังนี้ รอมฎอนเราได้แค่ทำให้พ้นจากบาป แต่สร้างผลกระทบสำคัญต่อสุขภาพ หรือจิตวิญญาณแห่งรอมฎอน

...
เทศกาลอาหารคือข่าวดีๆ สำหรับคนอดอยากที่มีอยู่ทั่วทุกมุมโลก ไม่ละเว้นแม้กระทั้ง คนบางคนในละเเวกใกล้เคียงเรา หลังบ้านเรา หรือท้ายหมู่บ้านเรา
แต่ทุกวันนี้ เทศกาลอาหาร คือช่วงเวลาที่เฝ้ารอสำหรับ คนที่พอกิน มีอันจะกิน หรือมีกินอย่างล้นเหลือ

จงมาทำให้รอมฎอนนี้ เป็นจุดเริ่มต้นของข่าวดีๆ สำหรับคนที่ ไม่มีกิน หรือคนที่หลังจากข้าวมื้อนี้แล้ว มื้อต่อไป ไม่รู้ว่าเมื่อไรจะได้กินอีก

Tuesday, July 24, 2012

รอมฎอน




รอมฎอนได้ย่างกรายเข้าอยู่กับเราอีกครั้งหนึ่งแล้ว...
หนึ่งเดือนถัดจากนี้ เราต้องกินให้น้อยลง แป่งปันให้มากขึ้น 
ลดความเห็นแก่ตัว เพื่อเห็นแก่พี่น้อง เพื่อนมนุษย์มากขึ้น
เดือนนี้ไม่ไช่เทศกาลอาหาร แต่เป็นเดือนแห่งการอดกลั้น

แต่ถ้าไม่เป็นดั่งนี้ เดือนนี้ก็จะเป็นเดือนแห่งการโกหกครั้งใหญ่สุด
ใหญ่สุดเพราะเราอ้างนามของพระเจ้า ในการอด แต่เรากลับบริโภคแบบไม่ยั่งในช่วงเวลาที่อนุมัต
เรานอนมากขึ้นในช่วงเวลาที่ต้องทำงาน แต่ใช้เวลาแบบสูญเปล่า ในยามคำคืน
คนยากจนไร้คนดูแล คนมั้งมีกลับเรียกความสนใจด้วยการแต่งบ้าน และเรียกคนกินอย่างหรูหรา
สุขภาพเสื่อมทรุด เพราะทั้งไขมัน น้ำตาล ฯลฯ ถูกเพิ่มเข้าสู่ร่างกาย ทั่งๆ ที่บอกว่า "อด"
....

Monday, July 23, 2012

ก้าวสู่ความเป็นจริงแห่งสังคมในอุดมคติ

มูฮัมหมัด ยูนุส  ผู้ก่อตั้ง Grameen Bank (ธนาคารคนยาก) 


ในขณะที่สังคมเรากำลังคลั่งไคล้ในเทคโนโลยีใหม่ ๆ คอมพิวเตอร์และอินเตอร์เนต ถูกยกระดับเป็นเสมือนปัจจัยที่ 5 ของชีวิต. การศึกษาเรื่อง IT ถูกถือเป็นความสำเร็จสำคัญของคนในสังคมเรา. แต่ในขณะเดียวกันสังคมตะวันตกกลับคิดกันในเรื่อง “โลกยุคหลัง IT”


มีหนังสืออย่างน้อยอยู่ 2 เล่ม ที่เขียนโดยนักอนาคตวิทยาชาวตะวันตก ซึ่งเป็นผลมาจากการทำการศึกษาสังคมยุคหลังเทคโนโลยี่สารสนเทศ เล่มหนึ่งมีชื่อว่า High Tech High Touch ที่เขียนโดยนักอนาคตวิทยาผู้มีชื่อเสียงคือนายจอร์น ไนชบิทท์ และอีกเล่มหนึ่ง ก็เขียนโดยนักอนาคตวิทยาชาวเดนมาร์ก ชื่อรอฟท์ เจนเซ่น ในชื่อ The Dream Society ท่านผู้นี้มีตำแหน่งเป็นผู้อำนวยการ The Copenhagen Institute for Future Studies และเป็นสมาชิกของ “World Future Society”

สิ่งที่น่าสนใจที่ปรากฏชัดจากหนังสือทั้งสองเล่มก็คือ ปัจจุบันนี้โลกตะวันตกกำลังอยู่ในภาวะเคว้งคว้างในด้านจิตใจ ซึ่งก็คงเป็นผลมาจากการพัฒนาในด้านวัตถุอย่างขนานใหญ่ การเชิดชูกันในเรื่องของเงินตราเหนือกว่าคุณค่าด้านจิตใจ ทุกๆ กิจกรรมในชีวิต ไม่ว่าจะเป็นเรื่องการเมือง เรื่องทางเศรษฐกิจ หรือแม้แต่กิจกรรมทางสังคมประจำวัน จะถูกผูกโยงกับเรื่องทางวัตถุไปเสียทั้งหมด. แนวคิดเซคคูลาร์ และวัตถุนิยม อันเป็นเสาหลักของการพัฒนาโลกตะวันตกมาตั้งแต่ยุคฟื้นฟูวิทยาการ (Renaissance) ซึ่งก็ได้สร้างความสำเร็จอย่างยิ่งยวดในด้านวิทยาศาสตร์ และเทคโนโลยี ดังที่เราได้รับรู้กัน.

แต่หลักคิดที่มุ่งเฉพาะด้านวัตถุดังที่กล่าวมา ก็เป็นที่ชัดเจนว่าไม่สอดคล้องกับชีวิตจริงหรือฟิตเราะห์ของมนุษย์ที่อัลเลาะห์ได้สร้างมาที่มีองค์ประกอบทั้งทางด้านจิตใจ (รูฮียะห์) และ ร่างกาย (ญิสมานียะห์) ซึ่งเป็นการยืนยันว่าชีวิตมนุษย์จำเป็นที่จะต้องมีความสอดคล้องกันกับทั้งสองส่วน จะมุ่งเน้นเฉพาะแต่ในด้านใดด้านหนึ่งนั้นย่อมมิได้.

สิ่งที่เกิดขึ้นในโลกตะวันตกตอนนี้ ก็คือสิ่งที่เรียกว่า “Materially sound, spiritually vacuum” แต่วิสัยของมนุษย์ผู้ชอบแสวงหา ย่อมไม่หยุดนิ่งอยู่กับที่ พวกเขาจะแสวงหาสิ่งใด ๆ เพื่อเสริมเข้าไปในส่วนที่ขาดหายไปสำหรับชีวิตตนเอง ด้วยเหตุนี้ ไนชบิทท์ จึงเห็นว่าสังคมอเมริกาเริ่มที่จะเข้าหาศาสนา หลังจากที่พวกเขาได้ประสบความสำเร็จอย่างสูงในด้านวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี่ ในหนังสือ High Tech, High Touch ไนชบิทท์ ได้เขียนว่า “America is in the midst of a religious revival. We are seeking and welcoming a religious or spiritual context in nearly all aspects of our lives – on television and film , in the workplace, in hospitals, in books, in advertisements, on campuses, in mega churches”

พลังของศาสนา
ทัศนะของไนชบิทท์ ดังที่กล่าวมา อาจจะเป็นที่กังขาสำหรับบางท่านที่กำลังคลั้งใคล้กับวัฒนธรรมตะวันตก และสำหรับผู้ที่คิดว่าวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี่คือทุกอย่างสำหรับชีวิต โดยคิดว่าการที่เราจะเป็นบุคคลที่มีเกียรติ เชิดหน้าชูตา และสร้างความยิ่งใหญ่ทัดเทียมกับประเทศตะวันตก ก็ต้องด้วยการทำตัวให้เหมือนกับตะวันตก วัฒนธรรมของเขาเป็นอย่างไร เราก็ต้องให้เป็นเหมือนกับเขา เขากินอย่างไร เราก็ต้องกินอย่างนั้น...

ผู้เขียนคิดว่าไม่ผิดหรอก หากเราจะเลียนแบบตะวันตกบ้างในงานพัฒนาและงานวิชาการ แต่เราจะต้องมีความเชื่อมั่นว่า เราเองก็มีสิ่งดีๆ มากมาย ในวัฒนธรรม ในทุนทางสังคม สิ่งสำคัญที่สุดก็คือ เรามีศาสนา ที่คอยขัดเกลาสร้างสรรค์สิ่งที่ดีงาม และสร้างความเจริญทางสังคมมากมาย เรารับของเขามา เพื่อเป็นแรงเสริมสำหรับสิ่งที่เรามีอยู่แล้ว ไม่ไช่ว่ารับวิทยาการจากเขา โดยที่ต้องทิ้งสิ่งที่มีค่าของเราเองไป.

ที่เราหวั่นวิตกอย่างยิ่งก็คือ ความก้าวหน้าทางวิทยาศาสตร์ และเทคโนโลยี จากตะวันตก เกิดขึ้นมาโดยการคิด และการสร้าง เมื่อเราตามเขาไป เราก็ต้องคิดในเรื่องของการสร้างเช่นเดียวกัน ไม่ไช่การตามอย่างหลับหูหลับตา โดยลืมความคิดที่จะสร้างสรรค์ขึ้นมาบ้าง การตามที่เป็นอยู่ของเราส่วนใหญ่ ก็มักจะตามในสิ่งที่สนองอารมณ์ ไม่ไช่สนองเพื่องานพัฒนาแต่อย่างใด จึงทำให้เกิดสิ่งโสโครกทางสังคมมากมายดังที่เป็นอยู่ เรารู้สึกเจ็บปวดอย่างยิ่งกับอาการเจ็บป่วยทางสังคมที่เกิดขึ้น
งานรับน้องใหม่ในบางสถาบันการศึกษาดังที่เป็นภาพออกมา ก็เป็นส่วนหนึ่งของความเละเทะทางสังคม ไม่ละเว้น แม้แต่ในสถาบันการศึกษาชื่อดังของประเทศ (ที่เป็นภาพออกมาก็ขนาดนั้น แล้วที่ทำกันอย่างลับๆล่ะจะขนาดใหน ?) ผู้เขียนเคยได้ยินมาว่า งานรับน้องแบบนั้นเคยมีในประเทศอื่น แต่ตอนนี้ประเทศอื่นๆ เขายกเลิกหมดแล้ว แล้วทำไมเรายังคงทำอยู่ ?
ความอ่อนแอทางสังคมที่เป็นอยู่ก็เป็นผลกระทบโดยตรง จากการพัฒนาเฉพาะส่วนโดยละเลยการให้คุณค่าทางด้านจิตใจ ซึ่งผลสุดท้ายชีวิตของคนๆ หนึ่งก็ต้องเคว้งคว้างหาหลักยึดอะไรไม่ได้
ด้วยเหตุนี้ สุดท้ายแล้วตะวันตกก็ต้องเข้าหาศาสนา เพื่อเป็นยาใจในการบำบัดอาการเจ็บป่วยทางสังคม สิ่งนี้เราจะพบได้ในหนังสือ The Dream Society ที่เขียนโดย นายรอล์ฟ เจนเซ่น ...

“ความคิดเรื่อง “Dream Society” อันจะเป็นสิ่งที่มาทดแทน “Information Society” จะเกิดขึ้นก็ภายใต้ความคิดที่ว่า แนวคิดที่เอาแต่เรื่องวิทยาศาสตร์อย่างเดียว เริ่มจะลดความเชื่อถือลงทุกขณะสำหรับโลกอนาคต. มีหลักฐานหนึ่งที่เป็นการยืนยันอย่างดีเลยก็คือ ความสำเร็จของเครือข่ายอินเตอร์เนต อันเป็นเสมือนผลิตภัณฑ์หนึ่งจาก “Information Society”. ในฤดูใบไม้ร่วง ปี 1996 นิตยสารไทม์ ใช้ Search Engine ของ Alta vista ก็ได้พบว่า Bill Gates ผู้ก่อตั้งบริษัทไมโครซอฟท์ มี 46,000 เนื้อหาอ้างอิง แต่พอค้นหา "พระเจ้า" กลับมีอยู่สูงถึง 410,000 เนื้อหาอ้างอิง และคำว่า "Jesus" มี 146,000 เนื้อหาอ้างอิง. อินเตอร์เนตถือได้ว่าเป็นเทคโนโลยีสำคัญของมนุษย์ในการค้นหา และพูดคุยแลกเปลี่ยนกันในเรื่องทางจิตใจกันได้ทั่วโลก โดยไม่มีกำแพงแห่งภูมิศาสตร์เข้ามาขวางกั้น. ดังนั้น “Dream Society” ก็อาจจะเกิดขึ้นได้ภายใต้ความก้าวหน้าทางเทคโนโลยีเช่นนี้. บางทีในศตวรรษที่ 21 นี้ อาจจะเป็นศตวรรษแห่งการพัฒนาจิตใจ ฟื้นฟูเรื่องจิตวิญญาณ เรื่องเกี่ยวกับศาสนา หลังจากที่ศตวรรษที่ผ่านมาโลกได้ก้าวหน้าอย่างยิ่งยวดในเรื่องทางวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี่."

สรุปแล้ว การพัฒนาต่างๆ จะต้องมีความสมดุลกันในระหว่างเรื่องทางวัตถุและเรื่องทางจิตใจ โลกตะวันตกที่ได้พัฒนาความเจริญในด้านวัตถุโดยละเลยคุณค่าทางด้านจิตใจ ต้องประสบกับความหายนะทางสังคมที่รุนแรง และสุดท้ายพวกเขาก็เริ่มที่จะเข้าหาศาสนา. จากทัศนะของ 2 นักอนาคตวิทยาดังที่กล่าวมา ก็สามารถยืนยันกับเราได้ว่าเรื่องทางศาสนาจะเป็นเรื่องหลักสำหรับโลกในศตวรรษที่ 21 นี้ จะช้าหรือเร็วก็ขึ้นอยู่กับการตื่นตัวและเข้าใจในความเป็นไปต่างๆ ที่เกิดขึ้นในห้วงเวลาที่ผ่านมา. ข้าพเจ้าจึงขอเน้นปิดท้ายว่าเรื่องทางศาสนาจำเป็นอย่างยิ่งยวดที่จะต้องให้พี่น้องผองเพื่อนเราได้ตระหนักควบคู่กับการศึกษา,เรียนรู้ และพัฒนาในด้านอื่นๆ. ถ้าเราศึกษาประวัติศาสตร์ โดยอาศัยข้อมูลจากการเขียนโดยไม่มีอคติใดๆ งานเขียนที่มุ่งเน้นในการเสนอข้อเท็จจริงอย่างตรงไปตรงมา เราก็จะเห็นว่าอิสลามได้สร้างความเจริญให้กับโลกนี้อย่างเหลือคณานับ เป็นความเจริญที่ควบคู่กับศีลธรรมอันดีงาม เพียงแต่บางช่วงเวลาผู้นำมุสลิมเองไม่ปฎิบัตตามหลักการศาสนา มัวหลงระเริงกับวัตถุ มุ่งแต่แสวงหาอำนาจ มัวเมาในกิเลศตัญหา สุดท้ายเขาก็ต้องรับบาลาจากอัลเลาะห์.

จึงน่าจะถึงเวลาแล้ว ที่เหล่าชนผู้ศรัทธาทั้งหลาย จะได้เข้าหาศาสนาอย่างจริงจัง ปฎิบัติตามหลักศาสนาอย่างครบถ้วนบริบูรณ์ (ไม่ไช่เฉพาะส่วนใดส่วนหนึ่ง) เพราะตะวันตกเริ่มตระหนักในความผิดพลาดของตนเองแล้ว บางทีอาจจะถึงเวลาแล้วสำหรับชาวตะวันออกอย่างเราในการทำอะไรๆ เป็นแบบอย่างบ้างในการสร้างสรรค์สิ่งที่ดีงาม.

Tuesday, July 17, 2012

สายใยรัก (2)




แด่พี่น้องของฉัน ผู้ผ่านมาผูกพัน มาพบกัน มารักกัน แล้วจากไกล

1. ขอให้พี่น้องโปรดอ่าน ใส่ใจ ใคร่ครวญ และทำความเข้าใจในเนื้อหาสาระที่เราได้มีการสื่อสารกันให้มากๆๆ
จงจำไว้ว่า ไม่มีอะไรที่เราไม่สามารถพูดคุยกันได้

2.  ตลอดหลายปีที่ีผ่านมา พวกเราทุกคน ตั้งตนบนพื้นฐานของการให้โอกาส ให้เกียรติ ให้ความสำคัญ
ต่อทุกๆ คนเรื่อยมา และเชื่อว่าต่อไป  (แม้เราจะทำผิดพลาดบ่อยครั้ง)

3. จากข้อ 2 ถ้าสิ่งนั้นได้สร้างความชินชา ซะจนเป็นความละเลย และก่อให้เกิดความนิ่งเฉย คนที่เสียโอกาสคือตัวเราเอง
เพราะเราไม่อาจจะรู้ได้ว่าวันพรุ่งนี้เป็นอย่างไร วันพรุ่งนี้ ใครจะอยู่ หรือใครจะไป
วันพรุ่งนี้ จะมีปรากฎการณ์ใดๆ ที่ทำให้ต้องปรับเปลียนทุกอย่างไป ไม่เหมือนวันนี้อีกแล้ว
ถ้าเป็นดังนี้ วันพรุ่งนี้ จะมีใครให้โอกาสแก่เราอีกไหม ?

4. จากข้อ 1  ความเป็นนักพัฒนา คืองานของเรา ที่ต้องเกี่ยวข้องกับทุกบริบทในสังคม และคนรอบข้าง ถ้าเราไม่ใส่ใจต่อเขา เขาก็อาจจะไม่ใส่ใจต่อเราเช่นเดียวกัน
หนึ่งในข้อบ่งชี้ถึงความใส่ใจ ก็คือการสื่อสารที่ต้องมีถึงกันและกันอย่างต่อเนื่อง
5. สุดท้าย อะไรที่ขัดข้องใจใดๆ ต่อใคร ควรจะถาม หรือสื่อสารตรงๆ ต่อคนผู้นั้น ปกติคนทำงานที่ทุ่มเทต่องาน
เขาก็จะจ้ำจี้ต่องาน (ในแบบและเทคนิคของแต่ละคน) การจำจี้ จึงไม่ไช่เหตุผลในการทำให้เกิดความรังเกียจ หรือชิงชังกัน
แต่เป็นเหตุผลสำคัญที่ทำให้เรารักเขามากกว่า
รักทุกคน และอยากให้พี่น้องรักกัน 

Daud