Sunday, July 29, 2012
ความหลัง
Wednesday, July 25, 2012
รอมฎอนกับความล้มเหลว
ความล้มเหลวสำคัญของรอมฎอนคือ เรายังไม่สามารถเข้าถึงจิตวิญญานแห่งรอมฎอนได้
เราทำได้แค่อดอาหาร ในช่วงเวลาหนึ่ง แต่กลับชดเชย มากกว่าปกติในอีกเวลาหนึ่ง
ถ้าเป็นดังนี้ รอมฎอนเราได้แค่ทำให้พ้นจากบาป แต่สร้างผลกระทบสำคัญต่อสุขภาพ หรือจิตวิญญาณแห่งรอมฎอน
... เทศกาลอาหารคือข่าวดีๆ สำหรับคนอดอยากที่มีอยู่ทั่วทุกมุมโลก ไม่ละเว้นแม้กระทั้ง คนบางคนในละเเวกใกล้เคียงเรา หลังบ้านเรา หรือท้ายหมู่บ้านเรา
แต่ทุกวันนี้ เทศกาลอาหาร คือช่วงเวลาที่เฝ้ารอสำหรับ คนที่พอกิน มีอันจะกิน หรือมีกินอย่างล้นเหลือ
จงมาทำให้รอมฎอนนี้ เป็นจุดเริ่มต้นของข่าวดีๆ สำหรับคนที่ ไม่มีกิน หรือคนที่หลังจากข้าวมื้อนี้แล้ว มื้อต่อไป ไม่รู้ว่าเมื่อไรจะได้กินอีก
Tuesday, July 24, 2012
รอมฎอน
รอมฎอนได้ย่างกรายเข้าอยู่กับเราอีกครั้งหนึ่งแล้ว...
หนึ่งเดือนถัดจากนี้ เราต้องกินให้น้อยลง แป่งปันให้มากขึ้น
ลดความเห็นแก่ตัว เพื่อเห็นแก่พี่น้อง เพื่อนมนุษย์มากขึ้น
เดือนนี้ไม่ไช่เทศกาลอาหาร แต่เป็นเดือนแห่งการอดกลั้น
แต่ถ้าไม่เป็นดั่งนี้ เดือนนี้ก็จะเป็นเดือนแห่งการโกหกครั้งใหญ่สุด
ใหญ่สุดเพราะเราอ้างนามของพระเจ้า ในการอด แต่เรากลับบริโภคแบบไม่ยั่งในช่วงเวลาที่อนุมัต
เรานอนมากขึ้นในช่วงเวลาที่ต้องทำงาน แต่ใช้เวลาแบบสูญเปล่า ในยามคำคืน
คนยากจนไร้คนดูแล คนมั้งมีกลับเรียกความสนใจด้วยการแต่งบ้าน และเรียกคนกินอย่างหรูหรา
สุขภาพเสื่อมทรุด เพราะทั้งไขมัน น้ำตาล ฯลฯ ถูกเพิ่มเข้าสู่ร่างกาย ทั่งๆ ที่บอกว่า "อด"
....
Monday, July 23, 2012
ก้าวสู่ความเป็นจริงแห่งสังคมในอุดมคติ
มีหนังสืออย่างน้อยอยู่ 2 เล่ม ที่เขียนโดยนักอนาคตวิทยาชาวตะวันตก ซึ่งเป็นผลมาจากการทำการศึกษาสังคมยุคหลังเทคโนโลยี่สารสนเทศ เล่มหนึ่งมีชื่อว่า High Tech High Touch ที่เขียนโดยนักอนาคตวิทยาผู้มีชื่อเสียงคือนายจอร์น ไนชบิทท์ และอีกเล่มหนึ่ง ก็เขียนโดยนักอนาคตวิทยาชาวเดนมาร์ก ชื่อรอฟท์ เจนเซ่น ในชื่อ The Dream Society ท่านผู้นี้มีตำแหน่งเป็นผู้อำนวยการ The Copenhagen Institute for Future Studies และเป็นสมาชิกของ “World Future Society”
สิ่งที่น่าสนใจที่ปรากฏชัดจากหนังสือทั้งสองเล่มก็คือ ปัจจุบันนี้โลกตะวันตกกำลังอยู่ในภาวะเคว้งคว้างในด้านจิตใจ ซึ่งก็คงเป็นผลมาจากการพัฒนาในด้านวัตถุอย่างขนานใหญ่ การเชิดชูกันในเรื่องของเงินตราเหนือกว่าคุณค่าด้านจิตใจ ทุกๆ กิจกรรมในชีวิต ไม่ว่าจะเป็นเรื่องการเมือง เรื่องทางเศรษฐกิจ หรือแม้แต่กิจกรรมทางสังคมประจำวัน จะถูกผูกโยงกับเรื่องทางวัตถุไปเสียทั้งหมด. แนวคิดเซคคูลาร์ และวัตถุนิยม อันเป็นเสาหลักของการพัฒนาโลกตะวันตกมาตั้งแต่ยุคฟื้นฟูวิทยาการ (Renaissance) ซึ่งก็ได้สร้างความสำเร็จอย่างยิ่งยวดในด้านวิทยาศาสตร์ และเทคโนโลยี ดังที่เราได้รับรู้กัน.
แต่หลักคิดที่มุ่งเฉพาะด้านวัตถุดังที่กล่าวมา ก็เป็นที่ชัดเจนว่าไม่สอดคล้องกับชีวิตจริงหรือฟิตเราะห์ของมนุษย์ที่อัลเลาะห์ได้สร้างมาที่มีองค์ประกอบทั้งทางด้านจิตใจ (รูฮียะห์) และ ร่างกาย (ญิสมานียะห์) ซึ่งเป็นการยืนยันว่าชีวิตมนุษย์จำเป็นที่จะต้องมีความสอดคล้องกันกับทั้งสองส่วน จะมุ่งเน้นเฉพาะแต่ในด้านใดด้านหนึ่งนั้นย่อมมิได้.
สิ่งที่เกิดขึ้นในโลกตะวันตกตอนนี้ ก็คือสิ่งที่เรียกว่า “Materially sound, spiritually vacuum” แต่วิสัยของมนุษย์ผู้ชอบแสวงหา ย่อมไม่หยุดนิ่งอยู่กับที่ พวกเขาจะแสวงหาสิ่งใด ๆ เพื่อเสริมเข้าไปในส่วนที่ขาดหายไปสำหรับชีวิตตนเอง ด้วยเหตุนี้ ไนชบิทท์ จึงเห็นว่าสังคมอเมริกาเริ่มที่จะเข้าหาศาสนา หลังจากที่พวกเขาได้ประสบความสำเร็จอย่างสูงในด้านวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี่ ในหนังสือ High Tech, High Touch ไนชบิทท์ ได้เขียนว่า “America is in the midst of a religious revival. We are seeking and welcoming a religious or spiritual context in nearly all aspects of our lives – on television and film , in the workplace, in hospitals, in books, in advertisements, on campuses, in mega churches”
พลังของศาสนา
ทัศนะของไนชบิทท์ ดังที่กล่าวมา อาจจะเป็นที่กังขาสำหรับบางท่านที่กำลังคลั้งใคล้กับวัฒนธรรมตะวันตก และสำหรับผู้ที่คิดว่าวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี่คือทุกอย่างสำหรับชีวิต โดยคิดว่าการที่เราจะเป็นบุคคลที่มีเกียรติ เชิดหน้าชูตา และสร้างความยิ่งใหญ่ทัดเทียมกับประเทศตะวันตก ก็ต้องด้วยการทำตัวให้เหมือนกับตะวันตก วัฒนธรรมของเขาเป็นอย่างไร เราก็ต้องให้เป็นเหมือนกับเขา เขากินอย่างไร เราก็ต้องกินอย่างนั้น...
ผู้เขียนคิดว่าไม่ผิดหรอก หากเราจะเลียนแบบตะวันตกบ้างในงานพัฒนาและงานวิชาการ แต่เราจะต้องมีความเชื่อมั่นว่า เราเองก็มีสิ่งดีๆ มากมาย ในวัฒนธรรม ในทุนทางสังคม สิ่งสำคัญที่สุดก็คือ เรามีศาสนา ที่คอยขัดเกลาสร้างสรรค์สิ่งที่ดีงาม และสร้างความเจริญทางสังคมมากมาย เรารับของเขามา เพื่อเป็นแรงเสริมสำหรับสิ่งที่เรามีอยู่แล้ว ไม่ไช่ว่ารับวิทยาการจากเขา โดยที่ต้องทิ้งสิ่งที่มีค่าของเราเองไป.
ที่เราหวั่นวิตกอย่างยิ่งก็คือ ความก้าวหน้าทางวิทยาศาสตร์ และเทคโนโลยี จากตะวันตก เกิดขึ้นมาโดยการคิด และการสร้าง เมื่อเราตามเขาไป เราก็ต้องคิดในเรื่องของการสร้างเช่นเดียวกัน ไม่ไช่การตามอย่างหลับหูหลับตา โดยลืมความคิดที่จะสร้างสรรค์ขึ้นมาบ้าง การตามที่เป็นอยู่ของเราส่วนใหญ่ ก็มักจะตามในสิ่งที่สนองอารมณ์ ไม่ไช่สนองเพื่องานพัฒนาแต่อย่างใด จึงทำให้เกิดสิ่งโสโครกทางสังคมมากมายดังที่เป็นอยู่ เรารู้สึกเจ็บปวดอย่างยิ่งกับอาการเจ็บป่วยทางสังคมที่เกิดขึ้น
งานรับน้องใหม่ในบางสถาบันการศึกษาดังที่เป็นภาพออกมา ก็เป็นส่วนหนึ่งของความเละเทะทางสังคม ไม่ละเว้น แม้แต่ในสถาบันการศึกษาชื่อดังของประเทศ (ที่เป็นภาพออกมาก็ขนาดนั้น แล้วที่ทำกันอย่างลับๆล่ะจะขนาดใหน ?) ผู้เขียนเคยได้ยินมาว่า งานรับน้องแบบนั้นเคยมีในประเทศอื่น แต่ตอนนี้ประเทศอื่นๆ เขายกเลิกหมดแล้ว แล้วทำไมเรายังคงทำอยู่ ?
ความอ่อนแอทางสังคมที่เป็นอยู่ก็เป็นผลกระทบโดยตรง จากการพัฒนาเฉพาะส่วนโดยละเลยการให้คุณค่าทางด้านจิตใจ ซึ่งผลสุดท้ายชีวิตของคนๆ หนึ่งก็ต้องเคว้งคว้างหาหลักยึดอะไรไม่ได้
ด้วยเหตุนี้ สุดท้ายแล้วตะวันตกก็ต้องเข้าหาศาสนา เพื่อเป็นยาใจในการบำบัดอาการเจ็บป่วยทางสังคม สิ่งนี้เราจะพบได้ในหนังสือ The Dream Society ที่เขียนโดย นายรอล์ฟ เจนเซ่น ...
“ความคิดเรื่อง “Dream Society” อันจะเป็นสิ่งที่มาทดแทน “Information Society” จะเกิดขึ้นก็ภายใต้ความคิดที่ว่า แนวคิดที่เอาแต่เรื่องวิทยาศาสตร์อย่างเดียว เริ่มจะลดความเชื่อถือลงทุกขณะสำหรับโลกอนาคต. มีหลักฐานหนึ่งที่เป็นการยืนยันอย่างดีเลยก็คือ ความสำเร็จของเครือข่ายอินเตอร์เนต อันเป็นเสมือนผลิตภัณฑ์หนึ่งจาก “Information Society”. ในฤดูใบไม้ร่วง ปี 1996 นิตยสารไทม์ ใช้ Search Engine ของ Alta vista ก็ได้พบว่า Bill Gates ผู้ก่อตั้งบริษัทไมโครซอฟท์ มี 46,000 เนื้อหาอ้างอิง แต่พอค้นหา "พระเจ้า" กลับมีอยู่สูงถึง 410,000 เนื้อหาอ้างอิง และคำว่า "Jesus" มี 146,000 เนื้อหาอ้างอิง. อินเตอร์เนตถือได้ว่าเป็นเทคโนโลยีสำคัญของมนุษย์ในการค้นหา และพูดคุยแลกเปลี่ยนกันในเรื่องทางจิตใจกันได้ทั่วโลก โดยไม่มีกำแพงแห่งภูมิศาสตร์เข้ามาขวางกั้น. ดังนั้น “Dream Society” ก็อาจจะเกิดขึ้นได้ภายใต้ความก้าวหน้าทางเทคโนโลยีเช่นนี้. บางทีในศตวรรษที่ 21 นี้ อาจจะเป็นศตวรรษแห่งการพัฒนาจิตใจ ฟื้นฟูเรื่องจิตวิญญาณ เรื่องเกี่ยวกับศาสนา หลังจากที่ศตวรรษที่ผ่านมาโลกได้ก้าวหน้าอย่างยิ่งยวดในเรื่องทางวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี่."
สรุปแล้ว การพัฒนาต่างๆ จะต้องมีความสมดุลกันในระหว่างเรื่องทางวัตถุและเรื่องทางจิตใจ โลกตะวันตกที่ได้พัฒนาความเจริญในด้านวัตถุโดยละเลยคุณค่าทางด้านจิตใจ ต้องประสบกับความหายนะทางสังคมที่รุนแรง และสุดท้ายพวกเขาก็เริ่มที่จะเข้าหาศาสนา. จากทัศนะของ 2 นักอนาคตวิทยาดังที่กล่าวมา ก็สามารถยืนยันกับเราได้ว่าเรื่องทางศาสนาจะเป็นเรื่องหลักสำหรับโลกในศตวรรษที่ 21 นี้ จะช้าหรือเร็วก็ขึ้นอยู่กับการตื่นตัวและเข้าใจในความเป็นไปต่างๆ ที่เกิดขึ้นในห้วงเวลาที่ผ่านมา. ข้าพเจ้าจึงขอเน้นปิดท้ายว่าเรื่องทางศาสนาจำเป็นอย่างยิ่งยวดที่จะต้องให้พี่น้องผองเพื่อนเราได้ตระหนักควบคู่กับการศึกษา,เรียนรู้ และพัฒนาในด้านอื่นๆ. ถ้าเราศึกษาประวัติศาสตร์ โดยอาศัยข้อมูลจากการเขียนโดยไม่มีอคติใดๆ งานเขียนที่มุ่งเน้นในการเสนอข้อเท็จจริงอย่างตรงไปตรงมา เราก็จะเห็นว่าอิสลามได้สร้างความเจริญให้กับโลกนี้อย่างเหลือคณานับ เป็นความเจริญที่ควบคู่กับศีลธรรมอันดีงาม เพียงแต่บางช่วงเวลาผู้นำมุสลิมเองไม่ปฎิบัตตามหลักการศาสนา มัวหลงระเริงกับวัตถุ มุ่งแต่แสวงหาอำนาจ มัวเมาในกิเลศตัญหา สุดท้ายเขาก็ต้องรับบาลาจากอัลเลาะห์.
จึงน่าจะถึงเวลาแล้ว ที่เหล่าชนผู้ศรัทธาทั้งหลาย จะได้เข้าหาศาสนาอย่างจริงจัง ปฎิบัติตามหลักศาสนาอย่างครบถ้วนบริบูรณ์ (ไม่ไช่เฉพาะส่วนใดส่วนหนึ่ง) เพราะตะวันตกเริ่มตระหนักในความผิดพลาดของตนเองแล้ว บางทีอาจจะถึงเวลาแล้วสำหรับชาวตะวันออกอย่างเราในการทำอะไรๆ เป็นแบบอย่างบ้างในการสร้างสรรค์สิ่งที่ดีงาม.
Tuesday, July 17, 2012
สายใยรัก (2)
1. ขอให้พี่น้องโปรดอ่าน ใส่ใจ ใคร่ครวญ และทำความเข้าใจในเนื้อหาสาระที่เราได้มีการสื่อสารกันให้มากๆๆ
จงจำไว้ว่า ไม่มีอะไรที่เราไม่สามารถพูดคุยกันได้
2. ตลอดหลายปีที่ีผ่านมา พวกเราทุกคน ตั้งตนบนพื้นฐานของการให้โอกาส ให้เกียรติ ให้ความสำคัญ
ต่อทุกๆ คนเรื่อยมา และเชื่อว่าต่อไป (แม้เราจะทำผิดพลาดบ่อยครั้ง)
3. จากข้อ 2 ถ้าสิ่งนั้นได้สร้างความชินชา ซะจนเป็นความละเลย และก่อให้เกิดความนิ่งเฉย คนที่เสียโอกาสคือตัวเราเอง
เพราะเราไม่อาจจะรู้ได้ว่าวันพรุ่งนี้เป็นอย่างไร วันพรุ่งนี้ ใครจะอยู่ หรือใครจะไป
วันพรุ่งนี้ จะมีปรากฎการณ์ใดๆ ที่ทำให้ต้องปรับเปลียนทุกอย่างไป ไม่เหมือนวันนี้อีกแล้ว
ถ้าเป็นดังนี้ วันพรุ่งนี้ จะมีใครให้โอกาสแก่เราอีกไหม ?
4. จากข้อ 1 ความเป็นนักพัฒนา คืองานของเรา ที่ต้องเกี่ยวข้องกับทุกบริบทในสังคม และคนรอบข้าง ถ้าเราไม่ใส่ใจต่อเขา เขาก็อาจจะไม่ใส่ใจต่อเราเช่นเดียวกัน
หนึ่งในข้อบ่งชี้ถึงความใส่ใจ ก็คือการสื่อสารที่ต้องมีถึงกันและกันอย่างต่อเนื่อง
Tuesday, January 24, 2012
Wednesday, November 16, 2011
เขาผู้ยิ่งใหญ่เพราะมีเธอผู้เข้มแข็ง
ในขณะที่นายโธมัส วิลเลอร์ ซึ่งเป็น CEO Massachusetts Mutual life Insurance Company พร้อมกับภรรยาของเขา กำลังขับรถอยู่บนทางหลวงระหว่างรัฐอย่างเพลิดเพลินอยู่นั้น โดยลืมสังเกตุว่าน้ำมันรถใกล้จะหมดแล้ว มารู้ตัวอีกทีก็สายเกินกว่าที่จะขับรถไปในเส้นทางนี้เพื่อไปเติมน้ำมันยังปั้มข้างหน้าแน่แล้ว เขาจึงตัดสินใจเลี้ยวรถออกจากเส้นทางนั้น เข้าสู่ถนนในชนบท โดยคาดว่าจะได้เจอกับปั้มน้ำมันที่อยู่ใกล้กว่า และก็เป็นไปดั่งคาด เมื่อเขาเข้าไปในหมู่บ้านเล็ก ๆ บนถนนที่ขรุขระ เขาได้เจอกับปั้มน้ำมันที่เก่าๆ และทรุดโทรมมากแล้ว มีพนักงานอยู่แค่คนเดียว
ในขณะที่พนักงานของปั้มกำลังใส่น้ำมันให้กับรถของเขา เขาก็ออกไปเดินยืดเส้นยืดสายนอกรถ แต่เมื่อกลับมาขึ้นรถอีกทีเขาก็รู้สึกแปลกใจ ที่เห็นภรรยาของเขา และพนักงานในปั้มน้ำมันกำลังคุยกันอย่างสนิทสนม เหมือนกับว่าได้รู้จักกันมาเป็นแรมปี
และในขณะที่เขากำลังจะขับรถออกจากปั้ม เขาก็ได้ยินภรรยาเขาพูดกับพนักงานคนนั้นว่า โชคดีเหลือเกินที่ได้เจอกัน พร้อมทั้งโบกมืออำลากัน อย่างกับว่าเป็นคู่ซี้ที่สนิทชิดเชื้อกันมากเหลือเกิน เขาจึงถามภรรยาของเขาว่า รู้จักกับเด็กปั้มคนนั้นหรือ ? ภรรยาเขาตอบว่า รู้จักมานานแล้ว เรียนมัธยมมาด้วยกัน และเคยเป็นแฟนกันด้วย.
ได้ยินดังนั้น สามีก็พูดว่า "โอ้ที่รัก โชคดีนะที่เธอได้มาแต่งงานกับฉัน ได้เป็นภรรยาของผู้บริหารบริษัทที่ยิ่งใหญ่ เพราะหากไม่เช่นนั้นแล้ว เธอก็จะเป็นแค่ภรรยาของเด็กปั้มโทรมๆ คนนั้น "
แต่ภรรยาเขาก็สวนกลับทันทีว่า "คิดผิดแล้วค่ะ คุณต่างหากที่โชคดี ที่ได้แต่งงานกับฉัน เพราะหากฉันแต่งงานกับเขา เขาต่างหากที่จะได้เป็นผู้บริหารบริษัทที่ยิ่งใหญ่ ในขณะที่คุณก็อาจจะเป็นได้เพียงแค่เด็กปั้มโทรมๆ เช่นนั้น" (The Best Of Bits & Pieces, 1 จาก 71 เรื่อง ในหนังสือ Chicken Soup for The Couple's Soul)
จากเรื่องเล่าข้างต้น ก็เป็นการแสดงให้เห็นว่า มีคนจำนวนมากที่ประสบความสำเร็จ และเป็นบุคคลที่ยิ่งใหญ่ เพราะมีแรงผลักดันสำคัญจากหญิงผู้เป็นภรรยา แต่ในขณะเดียวกัน ก็มีผู้ชายเป็นจำนวนไม่น้อย ที่ต้องล้มเหลว สิ้นเนื้อประดาตัว ด้วยเหตุเพราะผู้หญิงที่เขาแต่งงานด้วย
การแต่งงาน ถือเป็นการหลอมรวมคนสองคนให้เป็นหนึ่งเดียว ซึ่งจะเป็นพลังอันสำคัญที่จะขับดันทั้งสองชีวิตให้ก้าวไปข้างหน้า ซึ่งถ้าเป็นดังนี้ ทั้งเขาและเธอก็คือบุคคลผู้ประสบความสำเร็จในสิ่งที่ทั้งสองได้คาดหวัง ซึ่งแน่นอนว่าจะต้องร่วมกันฟันฝ่าอุปสรรคต่างๆ นานา และก็ต้องใช้เวลาที่นาน บนเส้นทางนั้นทั้งสองจะต้องพร้อมเผชิญหน้ากับขวากหนามที่คอยทิ่มแทงให้ต้องเจ็บปวด ทั้งคลื่นลมที่แปรปรวน ทั้งพายุร้ายที่ซัดสาด ให้นาวาชีวิตต้องพังทลาย หรือหันเหจากเส้นทางที่ได้วางไว้
นาวาชีวิตที่ทั้งเขาและเธอได้ร่วมกันก่อร่างสร้างขึ้นมา ภายใต้ความรักที่มั่นคง ที่ผูกมัดเขาทั้งสองเสมือนหนึ่งเกลียวเชือกที่หลอมรวมเป็นหนึ่งเดียวและรัดรึงอย่างแน่นหนา ร่วมกันก้าวย่างไปข้างหน้าจวบกาลนานนับสิบหรือนับร้อยปี จวบจนอาญัลมาถึง
สำหรับครอบครัวมุสลิมเราจะต้องร่วมกันซูโกรต่ออัลเลาะห์ ที่ได้ประทานหัวใจให้กับเรา ให้น้อมรับต่อทางนำของพระองค์ ได้ประทานคู่คิดที่มีจิตใจคงมั่นในแนวทางเดียวกัน กอลบูมุอมินที่ซึมซับหลักธรรมของพระเจ้า อันเป็นบ่อเกิดแห่งความสุขสันต์ ความรัก และความเอื้ออาทร (สากีนะห์,มูฮับบะห์ & เราะห์มะห์) ที่จะอยู่คู่กับจิตใจของเขาและเธอตลอดไป
ความรัก ความไว้วางใจกัน ความอดทน ความเสียสละ และอื่น ๆ จะเป็นเสาหลัก ที่จะสร้างความแข็งแรง และมั่นคงให้กับนาวาชีวิต
เพราะฉะนั้น จงเชื่อเถิดว่า ทุกอย่างที่เราได้ครอบครองมา ความสำเร็จทุกประการที่มีมา และความภาคภูมิใจทุกอย่างที่เราได้รับมา หาไช่เป็นเพราะความสามารถเฉพาะตัวของเราเองไม่ หากแต่เป็นเพราะแรงผลักดันสำคัญที่เกิดขึ้นภายในบ้าน จากที่ที่เรานอน จากโต๊ะที่เรารับประทานอาหาร จากสภาพต่างๆ ในรอบข้างที่คอยเกื้อหนุนให้เราเดินหน้าต่อไปกับภาระกิจที่เราตั้งใจให้ก้าวไปสู่จุดที่สูงขึ้นไปเรื่อยๆ เท่าที่เราต้องการ.
มาดแม้นว่าความสำเร็จที่เกิดขึ้น ก่อนการแต่งงาน เราก็ควรซูโกรต่ออัลเลาะห์ ที่ในวันนี้ พระองค์ได้ประทานหัวใจอีกดวงหนึ่งที่มาเคียงคู่กับเรา อย่ามองว่าเขามาเพื่อที่จะพึ่งพาหรือมารับส่วนแบ่งในความสำเร็จ เพราะนั้นเป็นลักษณะของคนบาคิล คนหยิ่งผยอง แต่ให้มองว่าเขาคือความรัก เขาคือคนที่ทำให้เรามองโลกได้รอบด้านขึ้น เขาทำให้เราได้สำนึกในตัวตนตลอดเวลา ทำให้เราไม่ลืมตัวเอง อันอาจจะทำให้เราก้าวพลาด และล้มลงไปในหุบเหวแห่งความหายนะในที่สุด
ถึงแม้นว่าจะมีบางคู่ที่ต้องอยู่กับความขัดสน ขาดแคลนปัจจัยพื้นฐานบางประการ เราก็ต้องซูโกรต่ออัลเลาะห์ ที่ได้ประทานสิ่งสำคัญอย่างหนึ่งที่ไม่อาจประเมินเป็นค่าราคาได้เลย นั้นคือหัวใจที่จงรักภักดีของเขา ที่พร้อมยืนหยัดเคียงข้างกับเรา แม้ว่าจะอยู่ในท่ามกลางความอ่อนด้อย และขาดแคลนในหลายๆ ประการ แต่เขาก็ยังคงยืนอยู่เคียงข้างกับเราด้วยจิตใจที่เข้มแข็งไม่หวั่นไหวต่อสิ่งท้าทายที่มีอยู่รอบข้าง ยิ่งเราต้องประสบกับความยุ่งยากในชีวิตมากขึ้นเพียงใด เขาก็จะเข้ามาใกล้ชิดแนบนิดกับเรามากขึ้นเท่านั้น. จงอย่าได้คิด แม้แค่ซักนิดเลยว่า ที่เราเป็นอย่างนี้ ก็เพราะแต่งงานกับเขา.
ท่านเคยรู้สึกเสียใจกับการแต่งงานของท่านไหม ? แน่นอนว่าเป็นสิ่งที่ขมขื่นใจอย่างยิ่งที่จะยอมรับกับสภาพความไม่ปกติสุขในครอบครัว ครอบครัวขาดความรัก และความเอื้ออาทรต่อกัน ความรักที่เคยมีเป็นแต่เพียงแค่ฉากมายาสั้น ๆ ที่ขาดผึงลงไปแล้ว คำมั่นสัญญาเป็นแต่เพียงคำพูดที่ลอยลม และหายไปกับสายลมไปแล้ว แล้วอะไรจะเกิดขึ้น ???? โอ้พี่น้องของฉัน เชื่อไหมว่าเบื้องหลังของความทุกข์ระทม อาจจะมีความสำเร็จที่ยิ่งใหญ่รอเราอยู่ เบื้องหลังความเจ็บปวดและรวดร้าว อาจจะมีฮิกมะห์สำคัญที่เราคาดคิดไม่ถึงที่จะเป็นของเรา มีมนุษย์จำนวนไม่น้อยที่ถูกทดสอบความดีงามของเขา ด้วยความทุกข์ยากต่าง ๆ นานา แต่เมื่อเขาได้ผ่านการทดสอบแล้ว เขาก็คือบุคคลผู้ใกล้ชิดกับพระเจ้าเป็นอย่างยิ่ง.
อัลเลาะห์ผู้ทรงยิ่งในความรัก ผู้ทรงยิ่งในความเมตตา ความเจ็บปวดที่มีในวันนี้ อาจจะเป็นชัยชนะที่ยิ่งใหญ่รออยู่ข้างหน้า. ความอดทนเป็นส่วนหนึ่งของอีหม่าน. วัลเลาะฮูอะลัม บิศศอวาบ.
Monday, October 24, 2011

มีหลายเรื่องในโลก ที่เป็นความตกต่ำ และความเสื่อมเสีย ที่ไม่สามารถยอมรับได้ ทั้งในทางศาสนา ทั้งในค่านิยมทางสังคมทั่วไป แต่สิ่งนี้ถูกใส่ใจน้อย หรือบางสังคมคิดว่า ไม่น่าจะมีเรื่องเหล่านี้ในสังคมตนเอง โดยเฉพาะสังคมมุสลิม
เราแน่ใจแล้วหรือว่า สังคมมุสลิมไม่มีปัญหาทางเพศก่อนเวลาอันควร ? และถ้ามี เรามั่นใจหรือว่า ความสัมพันธ์ทางเพศที่เกิดขึ้น จะไม่เกิดปัญหาต่อเนื่องอีกสารพัดสารพันตามมา ?
ต่อไปนี้เป็นเรื่องของเธอผู้หนึ่ง ซึ่งอาจจะเป็นเพียงแค่หนึ่งในร้อย หรือหนึ่งในพัน หรือ....? ดังนี้
“ฉันเจ็บปวดได้ไม่นาน ก็มีผู้ชายคนใหม่เข้ามาอีก เขาสุภาพและเอาใจฉันเก่งมาก เขาสัญญาว่าจะแต่งงานกับฉัน และเราก็แอบนัดพบกันตลอด และทุกครั้งที่พบกัน ฉันก็ต้องสนองตอบต่อความต้องการของเขา อย่างไม่มีกะจิตกะใจใดๆ ที่จะปฎิเสธิ แต่แล้วไม่นาน ฉันก็ได้รู้ว่าเขากำลังจะแต่งงานกับหญิงที่ครอบครัวเขาได้เลือกให้แล้ว โดยที่เขาไม่เคยบอกเรื่องนี้ให้ฉันได้รู้เลย แต่ก็ทำให้ฉันได้รู้ว่า นี่แหละผู้ชาย เห็นผู้หญิงเป็นแค่ทางผ่านเพื่อความสำราญในชีวิตทางเพศ เท่านั้นเอง”
Sunday, September 11, 2011
Tuesday, August 23, 2011
ม่านใย มายา แห่งยอดหญิงคลีโอฟัตรา (1)

“…..จงมั่นใจเถิด ผู้หญิงคนนั้นต้องสามารถทำให้ลูกมีความสุขอย่างแน่นอน” แม่ปิดท้ายคำพูดของตนเอง หลังจากที่เห็นผมทำท่าเบื่อหน่ายที่จะฟังคำแนะนำเกี่ยวกับว่าที่ภรรยา ที่คุณแม่ได้จัดการทุกอย่างให้เสร็จสรรพ
แม่ได้บอกกับผมว่า ตั้งแต่แม่รู้ว่าแม่มีท้องแล้ว คุณแม่ได้จัดคู่ให้กับผม เธอคนนั้นผมรู้แต่เพียงชื่อ คือไรฮานา ส่วนหน้าตาเป็นอย่างไร ความเป็นอยู่ของครอบครัวเป็นแบบไหน ผมยังไม่ทราบเลย
แม่ของไรฮานา เป็นเพื่อนสนิทกับแม่ผม ผมรู้จากที่คุณแม่ได้เล่าให้ผมฟัง ทั้งแม่ผมและแม่ของไรฮานา เป็นเพื่อนน้ำมิตรที่รักใคร่ประดุจญาติพี่น้อง นับตั้งแต่เริ่มเข้าเรียนหนังสือ เข้าอยู่ปอเนาะ ก็อยู่ด้วยกันไม่เคยห่าง
แม่บอกว่า “ก่อนจะออกจากปอเนาะ เราสองคนได้ทำสัญญาใจต่อกันว่า ถ้าแต่งงานและได้ลูกต่างเพศกัน เราจะให้ลูกของเราได้แต่งงานด้วยกัน แล้วเพื่อนของแม่ก็ได้ลูกสาว แม่หวังว่าลูกคงจะเข้าใจแม่”
แม่พูดเชิงบังคับ ให้ผมต้องตกลงในสิ่งที่ผมไม่ได้รู้เรื่องใด ๆเป็นไปได้ไง ที่ผมต้องไปแต่งงานกับผู้หญิงที่ไม่ได้รู้จักกันเลย และดูท่าแม่จะไม่ยอมให้ผมแต่งงานกับหญิงอื่นโดยเด็ดขาด
ชีวิตของผมอยู่ในโอวาทของแม่มาโดยตลอด ไม่เคยแม้สักครั้งเดียวที่ผมผิดคำพูดกับแม่ ทุกอย่างที่แม่พูด ก็คือทุกอย่างที่ผมน้อมรับและปฏิบัติตามอย่างเคร่งครัด แม่ไม่เคยเสียใจใด ๆ กับผม
ผมได้สัญญากับตนเอง ชีวิตผมจะไม่ทำให้แม่ต้องหลั่งน้ำตา หรือเสียใจใดๆ ไม่ว่าจะเป็นวันนี้ หรือวันไหน ๆ ผมตอบรับการร้องขอของแม่ แม้ว่าในความเป็นจริงผมต้องการอีกอย่างหนึ่ง.
“บังเชื่อน้องซิ ไรฮานาสวยมากเลยนะ สวยจริงๆ รับรองได้เห็นครั้งแรกบังต้องติดใจ” คำพูดแย่ๆ จากอารีนา น้องสาวผม ใจจริงน้องคงต้องการสร้างกำลังใจแก่ผม โดยหารู้ไม่ว่าคำพูดแบบนี้ แท้จริงแล้วเป็นการหักหาญน้ำใจผู้ชายมากกว่า
ผู้ชายไม่ได้มองผู้หญิงที่ความสวยเสมอไป และความสวยของผู้หญิง ไม่ใช่จำกัดอยู่แค่รูปร่างหน้าตา หากแต่ยังมีองค์ประกอบอื่นๆ ที่ผมคิดว่ามีความสำคัญยิ่งไปกว่าเรื่องของรูปร่างหน้าตา
น้องสาวผมยังพูดอีกว่า “ไรฮานาเป็นนักกิจกรรมในชมรมมุสลิมที่ขยันขันแข็งมาก แถมยังเรียนเก่ง ได้เกียรตินิยมซะด้วย มีผู้ชายหลายคนแล้วนะ ที่พยายามเข้าหาเธอ แต่เธอไม่เอาด้วย ถือเป็นความโชคดีของบังแล้วนะ….”
“เงียบ...!” ผมดุน้องสาว
ในช่วงที่ผู้ใหญ่ทั้งสองฝ่ายได้พูดคุยกัน ผมก็มีโอกาสได้เห็นและพูดคุยไม่กี่คำกับไรฮานา เธอสวยจริงๆ แต่ไม่ตรงกับความคิดของผม และรูปร่างหน้าตาของเธอ ก็ไม่มีส่วนชักนำให้ผมเกิดความรู้สึกรักต่อเธอเลยแม้ซักนิด
วันนิกาห์ได้ถูกกำหนดไว้ในไม่กี่วันข้างหน้านี้ คนที่ดีใจที่สุดน่าจะเป็นแม่กับน้องสาว ส่วนผมแม้จะพยายามทำใจให้ยอมรับให้ได้ ทำให้เกิดความรู้สึกรักต่อไรฮานา ให้ได้ แต่ดูเหมือนจะไม่มีผลอะไร ใจส่วนลึกยังคิดที่จะถอนตัว แต่เพื่อแม่ ทุกอย่างผมก็ต้องปล่อยให้ล่วงเลยตามแต่แม่ต้องการ
ในวันแต่งงาน ทางครอบครัวของไรฮานา ได้จัดงานอย่างใหญ่โต เชิญแขกมาร่วมงานจำนวนมาก แต่ละคนดูท่าทางมีความสุขและประทับใจกับงานสำคัญยิ่งนี้ โดยเฉพาะไรฮานา ผมสังเกตเห็นเธอยิ้มระรื่นตลอด เธอคงมีความสุขและประทับใจกับงานของตนเองใน วันนี้ เธอคงไม่รู้ซินะว่าผู้ชายที่เธอแต่งงานด้วยคนนี้ ไม่ได้มีใจให้กับเธอเลย แม้ซักนิดเดียว
ใจผมล่องลอยไปต่างประเทศ อียิปต์คือที่ๆ ผมร่ำเรียนมา เธอคนหนึ่ง ณ ที่นั้น ที่ผมห่วงหา ..
ยอดหญิงในประวัติศาสตร์ อันมีนามว่าคลีโอฟัตรา แม้ว่าผมไม่รู้มากนักในตัวตนของหญิงผู้นั้น นอกเสียจากความเป็นคนที่มีเสน่ห์แรงกล้า สามารถรัดรึง ผู้คนให้น้อมนำตามแต่สิ่งที่เธอต้องการ ด้วยเสน่ห์ของเธอได้สร้างประวัติศาสตร์อันเกรียงไกรต่อชนชาติอียิปต์
นับจากวันแรกที่ได้ไปเรียนหนังสือที่อียิปต์ ผมเหมือนคนที่ต้องมนต์กับหญิงสาวอียิปต์คนหนึ่ง ครั้งแรกที่ได้เห็นหน้าเธอ ผมรู้สึกเหมือนโลกของผมได้จบลงแล้ว เธอคือทุกอย่างสำหรับชีวิตผม ความคิดในบางครั้งบางคราวบอกกับตัวผมเองว่า มาดแม้นว่าชีวิตผมต้องดับดิ้นไปเพราะเธอ ผมก็จะไม่พะวักพะวงหรือรีรอใด ๆ ผมพร้อมจะกระโจนเข้าหา แม้จะประจักษ์ชัดแล้วว่า นั้นคือวาระสุดท้ายของชีวิตแล้วก็ตาม
แน่นอนหญิงสาวอียิปต์คนนั้น คือคลีโอฟัตราสำหรับใจผม ที่ชีวิตผมต้องน้อมรับต่อทุกอย่างเพื่อเธอ และสำหรับเธอ....
- ยังมีต่อ -
ม่านใย มายา แห่งยอดหญิงคลีโอฟัตรา (2)

3. ชีวิตจริง โลกแห่งความเป็นจริง
งานแต่งได้ผ่านพ้นไป ผมได้พยายามอย่างที่สุดเพื่อให้ดูดี เพื่อแม่จะได้ไม่ผิดหวัง แม้จะรู้ตัวเองดีว่า นี้คือละครชีวิตที่ไม่รู้ว่าผมจะเล่นได้อีกนานแค่ไหน
ชีวิตผมในวันนี้ คู่กับเธอหญิงสาวคนหนึ่งผู้อยู่ในฐานะภรรยา ที่ผมกำลังพยายามอย่างที่สุด เพื่อให้เกิดความรู้สึกรักต่อเธอบ้าง แต่ก็รู้สึกว่าจะเหนือความสามารถ เพราะยิ่งพยายามเพียงใด ดูเหมือนความชิงชังจะมีมากขึ้นเท่านั้น
ชีวิตระหว่างเพศที่ผมจำต้องฝืนทำให้มีความสุขด้วยกัน แต่ก็ไม่ใช่ด้วยความรัก หลายวันเข้า มันก็เป็นไปอย่างเฉื่อยชา ไร้ซึ่งมธุรสใดๆ ผมสงสารเธอมาก แต่ผมก็ไม่สามารถเอาชนะตนเองได้ ภาพของ “คลีโอฟัตรา” ยังคงเวียนว่ายอยู่ห้วงลึกของจิตใจผม จนไม่รู้จะหาวิธีสลัดทิ้งลงไปได้อย่างไร
ช่างลำบากยิ่งหนักในการดำรงชีวิตครอบครัว ที่ไม่ได้มีความรักให้กัน ยามกิน ยามดื่ม ยามนอน คู่กับมัคลุกเพศหญิงอันมีนามว่าไรฮานา ผู้มาในฐานะภรรยา แต่คำว่ารักสักคำผมก็ไม่เคยมีให้เธอ
น้ำเสียงอันอ่อนนุ่มของเธอ ก็ไม่ได้มีผลใดๆ ต่อความรู้สึก ใบหน้าอันขาวนวลใสและดูเปล่งปลั่ง ก็ไม่ได้มีส่วนในการน้อมนำใจผมให้เคลิบเคลิ้มหรือมีเสนหา.... มาซาอัลเลาะห์ อะไรจะเกิดขึ้นต่อไปสำหรับชีวิตนี้
4 เดือนผ่านไป ความเบื่อหน่ายเกาะกุมจิตใจมากขึ้นทุกขณะ ผมคิดจะเอาชนะตัวเองให้ได้ ผมรู้สำนึกในความผิดบาปของตนเอง และผมต้องลบล้างความรู้สึกเช่นนี้ให้ได้ ผมจะรังเกียจต่อใครไม่ได้ ยิ่งต่อเธอไรฮานา ภรรยาของผม ที่ผมต้องรัก ต้องดูแล ต้องใส่ใจ...
เดือนที่ 5 โรคเครียดเริ่มเกาะกุมเข้ามาในใจผม ชีวิตในแต่ละวันกับเธอไรฮานา ผมได้สื่อสารกับเธอแค่ไม่กี่คำ ผมพูดให้ผ่านๆ ไป ซึ่งนั้นก็ภายหลังจากที่เธอได้พยายาม พูดคุย สร้างความใส่ใจต่อผม เท่าที่ชีวิตของผู้หญิงคนหนึ่ง พึงกระทำต่อสามี
การกิน การนอนของผมไม่ค่อยจะเป็นเวลาแล้ว บ่อยครั้งผมเลือกที่จะนอนบนโต๊ะเขียนหนังสือ หรือไม่ก็บนเก้าอี้โซฟา ในห้องรับแขก
ผมรู้สึกชีวิตช่างเคว้งคว้าง นึกทุเรศตัวเอง อุตสาห์ไปร่ำเรียนถึงต่างประเทศ แต่ดูเหมือนเป็นคนไร้ความสามารถ กับคู่แต่งงานที่ว่างเปล่า และ ชีวิตผมก็คือความว่างเปล่า
ไม่ใช่ผมที่ทรมาน หากแต่เธอ ไรฮานา ก็มีความทรมานที่ไม่แพ้กัน แต่เธอก็เป็นคนเก่ง ความที่เป็นคนมีการศึกษา และครอบครัวเลี้ยงดู อบรมมาอย่างดี เธอจึงสามารถประคับประคองเพื่อไม่ให้ทุกอย่างล้มเหลวมากยิ่งกว่านี้ แต่นี้ไม่ใช่หน้าที่ของผู้ชายเช่นผมในฐานะสามี ที่ต้องรับผิดชอบในครอบครัวมิใช่หรือ ?
ผมกำลังต่อสู้กับตนเอง ระหว่างสามัญสำนึก การศึกษา กับภาวะทางใจ
4. เปิดอก แต่ทำลายจิตใจ
เธอหาโอกาสได้พูดคุยอย่างเปิดอก กับสิ่งที่เกิดขึ้น แต่ผมก็เลี่ยงตอบไปว่า “ไม่มีอะไรหรอกคุณ ผมยังเด็กอยู่ ยังปรับตัวเข้ากับชีวิตแบบใหม่ๆ ไม่ได้ ขอเวลาศึกษาชีวิตครอบครัวอีกระยะหนึ่ง ทุกอย่างคงดีขึ้น”
เธอแสดงอาการไม่ค่อยพอใจกับคำพูดของผม เธอตอบว่า
“หลายเดือนที่อยู่ด้วยกัน บังไม่เคยพูดถึงรักแม้ซักครั้งหนึ่งแม้แต่ชื่อก็ไม่เคยเรียกฮานา ได้ยินแต่คำว่า คุณๆๆ แต่นั้นก็นาน ๆ ครั้ง
บังไม่ได้รักฮานาเลยหรือ”
ผมตอบไปว่า “วัลเลาะฮูอะอลัม”
เราเงียบกันครู่ใหญ่ และแล้วผมก็สังเกตเห็นน้ำตาเธอไหล่อาบสองแก้มตกกระทบพื้น แล้วเธอก็เข้ามากอดขาผม แล้วพูดว่า “ถ้าบังไม่สามารถรับฮานาในฐานะภรรยาได้ แล้วบังร่วมในอิญาบ-กอบูล ทำไม ? ”
“ถ้าบังไม่พอใจในตัวฮานา ทำไมบังไม่พูดออกมา ฮานาผิดตรงไหน ฮานาบกพร่องอย่างไร บังพูดมาซิ”
“บังต้องการให้ฮานาทำตัวอย่างไร ให้บังพอใจบังก็น่าจะบอก”
“ฮานาอยากให้บังได้เปิดใจให้กว้างซักนิด พิจารณาทุกอย่างตลอดระยะเวลาที่เราได้อยู่ร่วมกันมา เราเป็นเสมือนสามี-ภรรยา ทั่วๆ ไปไหม ?”
ไรฮานา ได้จบคำพูดอันยาวเหยียดของตนเอง โดยที่ผมไม่ได้ตอบโต้อะไร เพราะรู้ดีว่า ไรฮานา ไม่มีอะไรผิด เธอไม่ได้บกพร่องสิ่งใด
แต่คำพูดของไรฮานา ก็ได้เพิ่มความรวดร้าวใจให้กับผมมากขึ้น ผมไม่ได้โกรธเธอ แต่ผมเศร้าใจตนเอง ชีวิตช่างเคว้งคว้าง ไม่มีแหล่งพักพิงทางใจ
ผมตระหนักในความดีของไรฮานา แต่ผมไม่อาจจะมีใจให้กับเธอ ภาพของคลีโอฟัตรา ยังคงเวียนว่ายในห้วงคำนึง โดยไม่มีท่าทีจะจืดจางไป




